“โทนี่” ซัดคนปล่อยข่าวดีล “ธรรมนัส” 2 พันล้าน ลั่น “คนอย่างผมใช้เงินไม่โง่”

โทนี่ วู้ดซัม (Tony Woodsome) หรือ ทักษิณ ชินวัตรอดีต นายกรัฐมนตรี ร่วม พูดคุย ในประเด็น CareTalk x CareClubHouse : อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของการเมืองไทย – แล้ว อนาคตของเยาวชนไทย จะคืออะไรกล่าวตอนหนึ่งว่าสิ่งที่เสียใจที่สุดและก็ เสียหาย ที่สุด จาก การปฏิวัติ ปี 2549 คือ รัฐธรรมนูญ

ที่ดีที่สุดถูกฉีกไป เพราะว่ารัฐธรรมนูญ 1 2540 ให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ของ คนไทย มองดูคนประเทศไทย เป็นคน ทำให้คน เป็น ผู้นำต้อง ดูแล พลเมือง ทำให้ ระบบ การเมือง ไม่มี การต่อรอง

โทนี่ กล่าวว่า การเมือง ที่ แก้ไข จริงๆ คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่มีพรรค เล็ก พรรค น้อยมาต่อรอง ทำให้นายกฯ มีภาวะผู้นำ แก้ไขปัญหา ประเทศชาติ ได้อย่างมาก แล้วก็รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ถือว่า เร็ว ร้าย ที่สุด ทำให้ การเมืองอ่อนแอ ได้รัฐบาลจับฉ่าย

“มีคนปล่อยข่าวว่าผมให้ 2,000 ล้าน บาท กับ ร.อ.ธรรม นัสพหมเผ่า เลขาธิการ พรรค พลัง ประชา เมืองเพื่อล้มรัฐบาล

แต่ไม่สำเร็จคนอย่างผม ใช้เงินไม่ ที่มครั้งนั้น คุณประยุทธ์ ชนะ 28 เสียง ถ้าหากหายไป 28 เสียง คือหลุด ถ้า 2,000 ล้าน ก็หมายถึงหัวละ 70 ล้าน แต่นี่ 5 ล้านก็วิ่งกันห่างชี้แล้ว”

“ผมไม่เคยคิดเรื่อง พวกนี้ เพราะ ผมเกลียด ไม่ชอบเรื่องเหล่านี้ ผม สมัครใจ มา ทำงาน การเมือง เพราะว่า

รัฐธรรมนูญ ปี 40 เพราะ ระบบรัฐธรรมนูญ มันดี แต่ว่า ทุกคน เห็นว่าผมมีตั้งค์ กล่าวหา ผม จะ ซื้อเสียง การ ปล่อย

ข่าว ต้องเช็ค ให้ดี ปล่อยข่าว แบบนี้ เป็น ควาย เพียงแค่นั้นท่าน เป็นคนอย่า ให้ ควาย ลาก ท่านจะให้ควายจูงไม่ได้

มาถาม ผมเลย สักครู่ ผมจะบอกคนอย่างผม ไม่พูดเท็จแต่ว่าถ้าผมคิดว่า สั่ง นั้นไม่ควรพูด ผม จะไม่กล่าว”

โทนี่ ยังกล่าวถึงกรณี พล.อ.ประ ยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และก็รมว.กลาโหม สั่ง ปลด ร.อ.ธรรมนัส พัน รมช.เกษตรฯว่า ที่เป็นวันนี้ ได้เพราะนายกฯโกรธ จึงสั่งปลด

ร.อ.ธรรมนัสและนถมล ยิ่งขึ้นไป สินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค พลั ประชารัฐ พันรัฐมนตรีช่วยว่าการ แรงงาน ซึ่งเป็นกล่องดวงใจของพี่ป้อม (พล.อ.ประวิตร วงษ์ สุวรรณซึ่งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

“ไปทุบกล่องดวงใจเขา ก็ โกรธ เขาแก่กว่า แต่ว่าเขาก็เลยสุขุม กว่า เขาเลย ไม่ยอม ลาออกจาก หัวหน้าพรรค ร.อ.ธรรม นัสไม่ยอม ออกมาจากเลขาธิการ พรรควันนี้ พรรค ที่ ส่งเสริม รัฐบาลจริงๆ เป็นพรรคพลังประชาชนเมือง นายกฯ ตัดขาตนเอง ตีนลอย ดังนั้น การเมืองต่อจากนี้ราคาแพง” อื่นๆ

ไม่มีแล้วแอสตร้าฯ 2 เข็ม! กรมควบคุมโรค สั่งฉีดวัคซีนโควิด “สูตรไขว้”

ไม่มีแล้วแอสตร้าฯ 2 เข็ม! กรมควบคุมโรค สั่งฉีดวัคซีนโควิด "สูตรไขว้" ทั้งประเทศ

ไม่มีแล้วแอสตร้าฯ 2 เข็ม! อธิบดี กรมควบคุม โรค แจกแจง ปรับ กรรมวิธีการ ฉีดยาปกป้อง โควิด เป็นสูตร ขัด ทั่วทั้งประเทศ ชี้ ฉีด ซีโนแวค และก็ตามด้วย แอ สต ร้า เซน เนก้า สร้าง ภูมิต้านทานได้สูง พอๆกับฉีดแอ สตร้า เซน เนก้า 2 เข็ม แม้กระนั้น ใช้เวลาเร็ว กว่า

(11 กันยายน 64) นพ. โอภาส การย์กวินเหล่ากอ อธิบดีกรม ควบคุม โรค พูดถึง ในกรณีที่ โรงหมอศิริราช ออกประกาศ แจกแจง การฉีดยา คุ้มครองปกป้อง โควิด-19จากที่ ก่อนหน้าที่ผ่านมา จะ ฉีด สูตร แอ สต ร้า เซน เนก้า 2 เข็มกลายเป็นสูตร ขัด ซีโนแวค และก็แอ สต ร้าเซนเนก้า เพื่อเป็นไปตาม แนวทาง ของ กระทรวงสาธารถสุข

นพ. โอภาส การันตี ว่า ไม่ได้มีหลักสำคัญ อะไร ก็แค่ โรงพยาบาล ศิริราช ขึ้นกับ โควตา ของกรุงเทพฯ ( กรุงเทพมหานคร เมื่อ มีการ เปลี่ยนเป็นฉีด สูตรขัด SAเป็นเข็ม ที่ 1 เป็นซิโนแวค แล้วก็อีก 3 อาทิตย์ มาฉีดเข็ม 2 เป็นแอ สตร้าเซนเนก้า เพื่อ ภูมิคุ้มกันโรค ที่เกิดขึ้น เร็วกว่า การฉีดแอสตร้าเซนเนก้า 2 เข็มที่ ใช้เวลาห่าง กัน ถึง 12 อาทิตย์ ทางโรงหมอ ก็ เปลี่ยนแปลงตาม

อธิบดี กรมควบคุม โรค บอก เพราะ จากการเรียน ผลวิจัยฉีด สูตร ไขว้ SA พบว่า ความสามารถ สำหรับการ สร้างภูมิต้านทาน โรค สูง เสมอกัน กับการฉีดแอ สตร้าเซนเนก้า 2 เข็มแต่ใช้เวลา ที่ สั้นกว่า ซึ่งด้วยเหตุการณ์แพรระบาด ในขณะนี้ ที่ส่วนใหญ่ เป็น เชื้อไวรัสวัววิดกลาย ชนิด สายพันธุ์ เดลตา ก็จะ ไม่ ใช้การ ฉีด แอ สตร้าเซนเนก้า 2 เข็มเพราะต้องใช้เวลากว่า 12 อาทิตย์ ก็เลย ใช้สูตร ขัด ในการฉีด เพื่อรีบ สร้างภูมิคุ้มกัน ให้ประชาชน

“อดีตผู้นำอัฟกัน” ปฏิเสธข่าวหอบเงินกว่า 5,600 ล้านบาท หนีตาลิบัน

"อดีตผู้นำอัฟกัน" ปฏิเสธข่าวหอบเงินกว่า 5,600 ล้านบาท หนีตาลิบัน

“อดีตผู้นำอัฟกัน” กานี ซึ่งลี้ภัยอยู่ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดเผยในวันพุธว่า ตนหลบหนีออกจากกรุงคาบูลเมื่อเดือนที่แล้วเพื่อไม่ให้เกิดการ “นองเลือด” บนท้องถนนในช่วงที่กลุ่มตาลิบันกำลังบุกยึดเมืองหลวงของอัฟกานิสถาน

นายกานียังได้ปฏิเสธข่าวที่ว่า เขาได้หอบเงินของรัฐบาลออกจากประเทศในขณะที่หลบหนีออกมาด้วย

อดีตประธานาธิบดีอัฟกานิสถานวัย 72 ปี มีแถลงการณ์ว่า ตนเดินทางออกจากกรุงคาบูลตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัย เพื่อไม่ให้เกิดการต่อสู้บนท้องถนนและการนองเลือดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อทศวรรษ 1990

“เดินทางหนีออกจากคาบูลคือการตัดสินใจที่ยากที่สุดในชีวิต แต่ก็เชื่อว่าเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เสียงปืนสงบ และปกป้องชีวิตประชาชน 6 ล้านคนในกรุงคาบูลได้” อดีตผู้นำอัฟกันกล่าว

ทางด้านรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออี ระบุว่า ยินดีรับนายกานีให้พักพิงในประเทศด้วยเหตุผลด้าน มนุษยธรรม

นายกานี กล่าวว่า ตนจะเปิดเผยรายละเอียดการหลบหนีออกจากกรุงคาบูลเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ตอนนี้ตนต้องการแก้ไขข้อกล่าวหาที่ว่าตนปล้นเงินหลายล้านดอลลาร์ที่เป็นของประชาชนอัฟกันออกมาจากประเทศด้วย

สื่อของทางการรัสเซีย RIA รายงานว่า นายอัชราฟ กานี หลบหนีออกจากกรุงคาบูลพร้อมรถยนต์ 4 คันและเฮลิคอปเตอร์ 1 ลำที่มีเงินบรรจุอยู่เต็ม เหลือทิ้งไว้เพียงบางส่วนที่ไม่สามารถนำไปด้วยได้ ขณะที่สื่ออีกหลายแห่งรายงานว่า เขาหอบเงิน 169 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 5,600 ล้านบาท) ออกจากคลังของประเทศ

นายกานีกล่าวว่า “ข้อกล่าวหาเหล่านั้นล้วนไม่เป็นความจริง” พร้อมระบุว่า ตนและภริยาให้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในเรื่องทรัพย์สินส่วนตัว และได้เปิดเผยทรัพย์สินทุกอย่างให้สาธารณชนทราบไปแล้ว พร้อมกับยืนยันว่าตนยินดีให้หน่วยงานของสหประชาชาติหรือผู้ตรวจสอบอิสระอื่นๆ ตรวจสอบทางการเงินด้วยความเต็มใจ

คอลเกตร่วมสนับสนุน “ต้องรอด” มอบของช่วยเหลือโรงพยาบาลบุษราคัม

โครงการ “ต้องรอด” โดยกลุ่มอาสา Up for Thai ยังคงเดินหน้ามอบสิ่งของช่วยเหลือผู้ป่วยโรคโควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ และกลุ่มอาสาภายในโรงพยาบาลบุษราคัมอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการเฉพาะกิจ #missionบุษราคัม75 โดยล่าสุดได้รับการสนับสนุนผลิตภัณฑ์จากคอลเกต มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท

หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการต้องรอด และอาสาสมัครกลุ่ม Up for Thai เป็นตัวแทนนำผลิตภัณฑ์ “ยาสีฟันคอลเกต Dare to Kiss” จำนวน 21,600 หลอด มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทคอลเกต-ปาล์ม โอลีฟ (ประเทศไทย) ส่งมอบให้กับนายแพทย์พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลสนามบุษราคัม เพื่อให้บุคลากรด่านหน้าและผู้ป่วยมีกำลังใจและยิ้มสู้ไปด้วยกัน

นอกจากโครงการเฉพาะกิจ #missionบุษราคัม75 แล้ว กลุ่มอาสา Up for Thai ยังปฏิบัติภารกิจหลักควบคู่กันไป ทั้งการแจกจ่ายอาหารปรุงสุกและสิ่งของอุปโภคบริโภคไปยังชุมชน คลัสเตอร์ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงการรับบริจาคและส่งต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์และอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อส่วนบุคคลให้กับโรงพยาบาล โรงพยาบาลสนาม สถานีอนามัย ศูนย์พักคอย เจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย อาสาด่านหน้าทั่วประเทศ อีกทั้งยังจัดเตรียมชุดยังชีพอันประกอบด้วยอาหารแห้งพร้อมทานและสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น จัดส่งให้แก่ชุมชน ผู้พิการ คนชรา ครอบคลุมถึงผู้ป่วยติดเตียง ผู้ติดเชื้อ COVID-19 และครอบครัวที่ต้องกักตัว

ประเทศแรกในโลก! คิวบา ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้เด็กอายุ 2-11 ขวบ

ประเทศแรกในโลก! คิวบา ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้เด็กอายุ 2-11 ขวบ เตรียมรับการเปิดเทอม

คิวบา กลายเป็นประเทศแรกในโลก ที่มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้กับเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 2-11 ขวบ รองรับการเตรียมเปิดการเรียนการสอนอีกครั้ง หลังจากปิดโรงเรียนมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีก่อน

วันนี้ (7 ก.ย.) สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า คิวบาเป็นประเทศแรกในโลกที่เริ่มต้นฉีดวัคซีนโควิดท้องถิ่น 2 ตัว คือ วัคซีนอับดาลา (Abdala) และ วัคซีนโซเบอรานา (Soberana) ป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับเด็กอายุ 2-11 ขวบ

ทั้งนี้ คิวบาเปิดตัวโครงการนี้ที่จังหวัดซิเอนฟูเอโกส ทางภาคใต้ของประเทศ โดยใช้วัคซีนที่ผลิตเองในประเทศ แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ให้การรับรองก็ตาม โดยคิวบาจัดโครงการนี้ต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ที่แล้วที่จัดโครงการฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 12-18 ปี

ประเทศคิวบามีประชากร 11,200,000 คน ตั้งเป้าฉีดวัคซีนโควิดให้กับเด็กทุกคนก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ หลังปิดโรงเรียนมาตั้งแต่เดือนมีนาคมปีก่อน สำหรับภาคเรียนใหม่ของคิวบาเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่ในระยะเริ่มต้นของการเปิดภาคเรียนใหม่ กระทรวงศึกษาธิการของคิวบาจัดการเรียนการสอนทางไกล ให้นักเรียนเรียนอยู่ที่บ้านผ่านระบบการเรียนที่ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์เป็นหลัก เนื่องจากระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตของคิวบายังไม่ครอบคลุมทั่วประเทศ

ในปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกเริ่มฉีดวัคซีนสำหรับเด็กอายุ 12-18 ปี ขณะเดียวกัน ประเทศจีน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเวเนซุเอลา มีแผนจะฉีดวัคซีนให้กับเด็ก แต่คิวบาเป็นประเทศแรกในโลกที่ดำเนินการ

รร.นายสิบทหารบก ติดโควิด 34 ราย หมอสั่งกลุ่มเสี่ยงพ่นจมูกปากด้วย

รร.นายสิบทหารบก ติดโควิด 34 ราย หมอสั่งกลุ่มเสี่ยงพ่นจมูกปากด้วย โพวิโดน ไอโอดีน

คลัสเตอร์ใหม่ รร.นายสิบทหารบก ติดโควิดแล้ว 34 ราย สสจ. สั่งกลุ่มเสี่ยงใช้ “โพวิโดน ไอโอดีน” พ่นจมูกและปากฆ่าเชื้อ เหมือนที่ใช้กับคลัสเตอร์เรือนจำ

(6 ก.ย. 64) นายแพทย์สุริยะ คูหะรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า พบผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ จำนวน 100 ราย ทำให้ขณะนี้มีผู้ป่วยสะสม 8,577 ราย กำลังรักษา 1,690 ราย โดยมีอาการรุนแรง 59 ราย เหลือเตียง 719 เตียง และมียาฟาวิพิราเวียร์ คงคลัง 71,223 เม็ด

สำหรับคลัสต์เตอร์ที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ และเป็นคลัสเตอร์ใหม่ของจังหวัด คือ คลัสเตอร์นักเรียนทหาร จาก รร.นายสิบทหารบก ค่ายโยธินศึกษามหามงกุฎ ต.หนองแก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยตรวจพบนักเรียน นายสิบ ติดเชื้อโควิดสะสมแล้ว จำนวน 34 ราย โดยผู้ป่วยรายแรก นักเรียนทหารไปฉีดวัคซีนซิโนฟาร์ม ที่ รพ.หัวหิน ทั้งหมด 60 คน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ตรวจพบเชื้อวันที่ 3 กันยายน จากนั้นวันที่ 4 กันยายน เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างนักเรียนจำนวน 100 นาย พบเชื้อเพิ่มอีก 33 ราย

เบื้องต้นคาดว่า มีการติดเชื้อระหว่างการเดินทางไปฉีดวัคซีน ขณะนี้เจ้าหน้าที่ต้องเฝ้าติดตามอาการนักเรียนทั้งหมด กว่า 400 คน มีกลุ่มเสี่ยงมากกว่า 100 คน โดยแยกกักผู้สัมผัสใกล้ชิด เพื่อสังเกตอาการ ภายในอาคารกีฬาของโรงเรียน จากนั้นให้ทำลายเชื้อในโพรงจมูกและช่องปาก ด้วยการใช้สาร Povidone Iodine ความเข้มข้น 0.6% ผสมน้ำเกลือ พ่นในโพรงจมูกและช่องปาก วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น เพื่อทำลายเชื้อในโพรงจมูกและช่องปาก เช่นเดียวกับที่ใช้ในคลัสเตอร์เรือนจำจังหวัด ในระหว่างรอผลตรวจเชื้อโควิด ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 7 กันยายน 2564 นี้

นอกจากนั้น สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ยังได้แจ้งพระภิกษุและสามเณร โรงเรียนพระปริยัติธรรม ทั้งหมดกักตัวดูอาการ ภายในวัดธรรมิการามวรวิหาร ข้างเรือนจำจังหวัด ในเขตเทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์ ที่มีความเสี่ยงสูง โดยขอให้งดรวมตัวบิณฑบาต งดปฏิบัติกิจของสงฆ์เป็นเวลา 14 วัน ภายหลังตรวจพบพระภิกษุ 1 รูป สามเณร 18 รูป และ ญาติโยม 1 ราย ที่มาทำบุญในวัด ติดเชื้อโควิด-19

ขณะที่คลัสเตอร์สำคัญอื่น ทั้งคลัสเตอร์เรือนจำจังหวัด ล่าสุดมีผู้คุมและผู้ต้องขัง ติดเชื้อเชื่อมโยงทั้งหมด 372 ราย คลัสเตอร์โรงงานเถกิงฯ อ.สามร้อยยอด ติดเชื้อสะสม 457 คน โรงงานผลไม้กระป๋องที่ อ.กุยบุรี ป่วยสะสม 278 คน, คลัสเตอร์ศาลาบ้านเพื่อน ม.4 หนองบัว ติดเชื้อ 11 ราย, คลัสเตอร์ป่าหมาก 39 ราย และ คลัสเตอร์เครือญาติหมู่ 4 ต.ชัยเกษม ติดเชื้อ 29 ราย

 

“ณัฐวุฒิ-บก.ลายจุด” นำ #ม็อบ5กันยา ที่แยกอโศก ตั้งป้อมค่าย ขับไล่ “พลเอกประยุทธ์”

"ณัฐวุฒิ-บก.ลายจุด" นำ #ม็อบ5กันยา ที่แยกอโศก ตั้งป้อมค่าย ขับไล่ "พลเอกประยุทธ์"

“ณัฐวุฒิ-บก.ลายจุด” จัด #ม็อบ5กันยา ที่แยกอโศก ตั้งป้อมค่าย ขับไล่พลเอกประยุทธ์ ต่อเนื่อง ย้ำหลังจากนี้จะมีประกาศชุมนุมใหญ่อีก

5 กันยายน 2564 บรรยากาศการชุมนุมที่บริเวณแยกอโศกของกลุ่มนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ ล่าสุด ได้ลงมาทำกิจกรรมบนถนนแล้ว โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ทองหล่อดูแลความเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแผงรั่วเหล็กมาปิดแยกอโศกฝั่งถนนอโศกมนตรีมุ่งหน้าแยกเพชรบุรีไม่ให้รถสัญจรผ่านเข้าออก ส่วนถนนอโศกมุ่งหน้าคลองเตย และ ถนนสุขุมวิทยังสามารถใช้งานได้ตามปกติ

นายสมบัติ ระบุว่า เป็นผลมาจากการลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ทั้งที่นายกรัฐมนตรีแสดงให้เห็นว่าไม่มีศักยภาพในการบริหารประเทศ เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ประเทศตกต่ำ ที่น่าแปลกใจคือพรรคร่วมรัฐบาลสนใจแต่จะกินกล้วยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ผลการลงมติไว้วางใจในครั้งนี้ขัดความเป็นจริงของสถานการณ์ประเทศ การโหวตในครั้งนี้เป็นการตบหน้าประชาชน การชุมนุมในวันนี้จึงเป็นการแสดงปฏิกิริยาไม่ยอมรับผลการลงมติในครั้งนี้ และจะออกมาชุมนุมทุกวันโดยใช้แยกอโศกเป็นป้อมค่ายในการทำกิจกรรม ในลักษณะมาเช้าเย็นกลับ ไม่ค้างคืน จากนี้จะเชิญชวนให้คนมาร่วมคาร์ม็อบจากนอกกทม. ร่วมแสดงเชิงสัญลักษณ์บีบแตรไล่รัฐบาล เชื่อว่าหากประชาชนยังไม่ยอมแพ้ สุดท้ายจะมีพลังมากพอที่จะต่อรองกับรัฐบาลได้

ต่อมาเมื่อเวลา 16.20 น. ผู้กำกับสน. ทองหล่อเดินทางเข้าเจรจากับนายณัฐวุฒิเพื่อขอให้ยุติกิจกรรมเนื่องจากขัดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่นายณัฐวุฒิยืนยันจะทำกิจกรรมต่อโดยจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและการสร้างสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม การชุมนุมในวันนี้ยังมีกลุ่มวีโว่และกลุ่มทะลุฟ้าประกาศมาร่วมกิจกรรมที่ด้วย

ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวถึงการอภิปรายไม่วางใจและการลงมติไว้วางใจพลเอกประยุทธ์ ครั้งที่ผ่านมา ทำให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในของรัฐบาลจนเกิดกระแสข่าวใช้วิธีสกปรกในสภาเพื่อการเอาตัวรอด แม้จะไม่พบหลักฐาน แต่เชื่อว่าประชาชนที่ติดตามข่าวสามารถรับรู้ได้ ดังนั้นแม้พลเอกประยุทธ์ จะยังสามารถทำหน้าที่ต่อได้แต่สำหรับประชาชนพลเอกประยุทธ์ไม่ใช่นายกรัฐมนตรีอีกต่อไป

หลังจากนี้จะมีการชุมนุมเพื่อให้สอดคล้องกับการขับไล่พลเอกประยุทธ์ โดยจากการประเมินสถานการณ์ในช่วงที่ผ่านมาท่ามกลางการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด การเคลื่อนไหวต่อไปจะมีการปรับรูปแบบโดยให้นายสมบัติปักหลักรับมวลชนอยู่แยกอโศก ส่วนตนเองจะไปนำมวลชนจากเส้นทางต่างๆ เคลื่อนขบวนคาร์ม็อบ

โดยมีจุดนัดหมายที่แยกอโศกตั้งแต่เวลา 16.00-20.00 น. ซึ่งเป็นการเคลื่อนขบวนเพื่อรอวันนัดหมายใหญ่อีกครั้ง เหตุผลที่ต้องปรับรูปแบบการทำกิจกรรมเพราะสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นอุปสรรคต่อการพักค้างคืน ไม่สามารถทำให้มวลชนทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ยาวได้

ส่วนการนัดหมายชุมนุมใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อไรนั้น ขอประเมินสถานการณ์หลังปรับรูปแบบการณ์ชุมนุมอีกครั้ง

วิจารณ์ยับ หนุ่มกร่าง ด่ากราดตำรวจ ดูถูกก็แค่นายสิบ แถมรุมทำร้ายตำรวจเจ็บ

วิจารณ์ยับ หนุ่มกร่างด่ากราดตำรวจ ดูถูกก็แค่นายสิบ แถมรุมทำร้ายตำรวจเจ็บ-ตบกล้องร่วง

หนุ่มกร่าง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์มีการแชร์คลิปจากเพจ “เจ๊มอยv plus” เป็นภาพเหตุการณ์ชายคนหนึ่งไม่สวมเสื้อ กำลังมีปากเสียงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจอยู่บริเวณหน้าบ้าน โดยในคลิปความยาวประมาณ 20 วินาที จะได้ยินชายคนดังกล่าวออกอาการเดือดดาล ต่อว่าด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งดูถูกว่ายศแค่ สิบตำรวจโท เป็นแค่นายสิบ ส่วนตนอายุ 30 กว่าแล้ว เรียนจบปริญญาตรีมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองปราจีนบุรีได้รับแจ้งให้ไประงับเหตุทะเลาะวิวาทในบ้าน เมื่อไปถึงก็เจอกับชายคนดังกล่าว ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ตามที่ปรากฎในคลิป ซึ่งชายคนดังกล่าวยังทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ทั้งตบกล้องที่บันทึกภาพของตำรวจจนหล่นกระแทกพื้นอีกด้วย

เพจ “เจ๊มอย v plus” ระบุข้อความว่า

ไม่ควรดูถูก ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ทุกคนมีคุณค่าในตัวเอง และมีความสามารถที่แตกต่างกันทุกคนเลือกในอาชีพที่ตนเองรักและถนัด

ปราจีนบุรีท่านใดมี ว.8 มากกว่านี้บ้างครับ อยู่ยากแล้วตำรวจไทย รับแจ้งเหตุ 191 ไประงับเหตุ ถูกดูหมิ่น ถูกทำร้ายบาดเจ็บ ไร้เจ้านายเหลียวแล เหตุเกิดในท้องที่ สภ.เมืองปราจีนบุรี ตำรวจอีกนายไม่มีภาพที่โดนชกต่อย หน้าตาปูดบวม คลิปกล้องหน้าหมวกสายตรวจ

หนุ่มกร่าง ล่าสุด วานนี้ (4 ก.ย.) พ.ต.ท.สิริบัญชา ขอบใจ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองปราจีนบุรี ชี้แจงกรณีดังกล่าว ระบุว่า เหตุเกิดหน้าหน้าบ้านเช่แห่งหนึ่ง ถนนราษฎรดำริ ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี พบชายถอดเสื้อ สวมกางเกงขาสั้น ชื่อ นายสุรัตน์ อายุ 35 ปี ด่าทอเจ้าหน้าที่ 2 นายคือ ส.ต.อ.ยงยุทธ ถนอมลาบ ผบ.หมู่ ป.สภ.เมืองปราจีนบุรี และ ด.ต.ภาณุภัทร อินนอก ผบ.หมู่ ป.สภ.เมืองปราจีนบุ ซึ่งเป็นผู้บันทึกคลิปก็ถูกตบกล้องจนหล่น

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ช่วงกลางดึกเวลา 23.40 น. ชุดสายตรวจได้รับแจ้งว่ามีคนอาละวาดทำลายข้าวของและทำร้ายร่างกาย จึงเดินทางไปยังบ้านหลังดังกล่าว ในตรอกศึกษา ต.หน้าเมือง อ.เมืองปราจีนบุรี พบครอบครัวที่เกิดเหตุ รวม 3 คน รวมถึงผู้ก่อเหตุคือนายสุรัตน์ อายุ 35 ปี ได้ออกมาด่าเจ้าหน้าที่ตำรวจตามคลิป หัวหน้าสายตรวจได้ใช้มือถือทำการถ่ายรูป ถ่ายคลิปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ระหว่างผู้ก่อเหตุได้ตะโกนด่าหยาบคาย จากนั้นก็มาทำร้ายร่างกาย เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้ง 2 นาย

ตำรวจจึงตะโกนบอกให้ญาติของนายสุรัตน์ ให้ออกมาช่วย เพราะตำรวจถูกทำร้ายร่างกาย แต่กลับกลายเป็นว่า ญาติ 2 คน คือ นายวิชาญ อายุ 50 ปี กับนายวิชัย อายุ 52 ปี น้าชายสองคนของผู้ก่อเหตุแทนที่จะช่วยเหลือห้ามปราม กลับได้เข้าช่วยเหลือคนร้าย โดยช่วยจับตัวตำรวจ ขณะเดียวกัน นายสุรัตน์ ได้ตบ ต่อย เตะ เจ้าหน้าที่ คาดว่าคงไม่ชอบใจตำรวจอยู่ก่อนหน้าแล้ว จากที่เคยติดคุกข้อหาพยายามฆ่าและเพิ่งออกจากคุกมา

พ.ต.ท.สิริบัญชา กล่าวอีกว่า หลังเกิดเหตุ ได้จับกุมตัว นายวิชาญ กับ นายวิชัย น้าของนายสุรัตน์ ได้แล้ว โดยแจ้งข้อหา ร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลัง ส่วนของนายสุรัตน์นั้น หลังเกิดเหตุได้หลบหนีไป หากจับกุมตัวมาได้ก็จะแจ้งข้อหา ทำร้ายร่างกายและต่อสู้เจ้าพนักงาน จะมีการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ ส.ต.อ.ยงยุทธ ถนอมลาภ ผบ.หมู่ ป.สภ.เมืองปราจีนบุรี ถูกทำร้ายร่างกายทั้งต่อย เตะ ตบ มีแผลที่หน้า และ ลำคอ ส่วน ด.ต.ภาณุภัทร อินนอก ผบ.หมู่ ป.สภ.เมืองปราจีนบุรี เล่าเหตุการณ์ว่า ช่วงเกิดเหตุ เมื่อไปถึงบ้านหลังดังกล่าว ได้สอบถามผู้ก่อเหตุว่า เป็นอย่างไร นายสุรัตน์ที่อยู่ในบ้านตะโกนด่ามาว่า “มึงมาทำ….อะไรไอ้…” ตนจึงบอกว่า “นายวิชาญ น้าคุณโทรฯ แจ้งเหตุ” นายสุรัตน์ ก็บอกว่า “เรื่องของกู บ้านของกู” ตนเลยยกมือถือเข้าไปถ่าย จากนั้นนายสุรัตน์ ก็ตรงเข้ามาดันตัวติดกำแพง พร้อมญาติอีก 4-5 คน ตนเองได้รับบาดเจ็บมีแผลที่หลังมือ

สุดสลด สองตายายรับข้าวกล่องแจกฟรี ก่อนถูกรถชน ตาเสียชีวิต ยายสาหัส

สุดสลด สองตายายรับข้าวกล่องแจกฟรี ก่อนถูกรถชน ตาเสียชีวิต ยายสาหัส

สุดสลด เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 30 สิงหาคม 2564 ร.ต.ท.(หญิง) กันตพัฒน์ อุ่นเรืองเกียรติ รอง สารวัตร (สอบสวน) สภ.เสม็ด ได้รับแจ้งมีเหตุรถชน มีผู้เสียชีวิตและเจ็บสาหัส ช่วงจุดกลับรถถนนสุขุมวิท ขาเข้าเมืองชลบุรี หมู่ 1 ตำบลเสม็ด อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมหน่วยกู้ภัยมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์

เมื่อไปถึงพบผู้เสียชีวิต คือ นายสมคิด พันละวงค์ อายุ 67 ปี อยู่ในสภาพมีเลือดออกปากและจมูก ศีรษะแตกฉกรรจ์ ใกล้กันพบ นางจำปี เผือกผ่อง อายุ 59 ปี ภรรยาของนายสมคิด อาการสาหัส กู้ภัยทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนส่งโรงพยาบาลชลบุรีทันที

ในที่เกิดเหตุยังพบรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงิน ล้มอยู่สภาพพังยับเยิน ข้างรถมีข้าวกล่องตกกระจายเต็มถนน 2 กล่อง ในที่เกิดเหตุยังพบรถเก๋งโตโยต้า ยาริส สีส้ม สภาพหน้ารถพังยับกันชนหน้าหลุด

จากการสอบถาม นายอภิชาต ภูถูกเงิน อายุ 24 ปี หลานของผู้เสียชีวิต เล่าว่า ตนกับตาและยายได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกมาจากบ้าน เพื่อไปรับข้าวกล่องที่มีผู้ใจบุญเอามาแจกในช่วงโควิดระบาด ซึ่งตนได้ขี่นำหน้า ตากับยายขี่ตามหลังมา พอถึงช่วงยูเทิร์น ตนได้ขี่ออกไปก่อน แล้วตาก็ขี่ตามโดยไม่ทันมองว่ามีรถเก๋งขับมาทางตรง จึงทำให้โดนชนเต็มแรง

ด้าน นายวีรชน จันทนา อายุ 46 ปี คนขับรถเก๋ง เปิดเผยว่า ตนขับรถเก๋งมาตามปกติพอมาถึงที่เกิดเหตุ ตนมองเห็นรถจักรยานยนต์ 2 คัน ขี่ย้อนศรตามกันมา พอตนขับมาถึงที่เกิดเหตุ ตากับยายก็เลี้ยวตัดกลับรถตัดหน้าอย่างกระชั้นชิด ตนก็เบรกรถทันทีแต่ไม่ทันเพราะระยะใกล้เกินไป ทำให้รถชนกันอย่างแรงเป็นเหตุดังกล่าว

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ขอดูกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุอีกครั้ง และสอบสวนนายวีรชน คนขับรถเก๋งเพิ่มเติมอย่างละเอียด เพื่อจะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

หนุ่มอ้างเป็นแพทย์ “เมาแล้วขับ” รถหรูพุ่งชนเก๋งใต้ BTS บางหว้า ดับ 2 ศพ

หนุ่มอ้างเป็นแพทย์ "เมาแล้วขับ" รถหรูพุ่งชนเก๋งใต้ BTS บางหว้า ดับ 2 ศพ สาหัส 1 ราย

สลดแต่เช้าตรู่ “เมาแล้วขับ” หนุ่มอ้างเป็นแพทย์ขับปอร์เช่พุ่งชนเก๋งใต้สถานี BTS บางหว้า ดับ 2 ศพ สาหัส 1 ราย วัดแอลกอฮอล์ได้ 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

(29 ส.ค.64) เมื่อช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา เวลา 06.05 น. เกิดอุบัติเหตุรุนแรงบน ถ.ราชพฤกษ์ ขาออก ใต้สถานีรถไฟฟ้า BTS บางหว้า พบรถยนต์เอสยูวี ปอร์เช่ คาเยนน์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง พุ่งชนกับรถเก๋ง ฮอนด้า ซิตี้ สีดำ มีผู้เสียชีวิตติดภายในรถเก๋งฮอนด้า 2 คน และบาดเจ็บสาหัสอีก 1 คน เจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำเครื่องตัดถ่างนำศพผู้เสียชีวิตออกมา และให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บนำส่ง รพ.บางไผ่ ก่อนรอแพทย์เวรชันสูตรพลิกศพ และเปิดการจราจรในเวลาต่อมา

ต่อมา เวลา 10.18 น. ร.ต.ท.เกรียงไกร เปลี่ยนเดช รอง สว.จร.สน.ภาษีเจริญ เปิดเผยว่า จากการสอบสวนเบื้องต้น คาดว่า รถเก๋งฮอนด้า สีดำ น่าจะถูกชนท้าย แล้วรถหมุนก่อนถูกชนซ้ำอีกครั้ง บนรถมาด้วยกัน 3 คน คนขับเป็นผู้หญิงอายุ 43 ปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 คน และ ชายอีก 1 คน

ทางด้านคนขับรถยนต์ปอร์เช่ อายุประมาณ 20-30 ปี อาการปลอดภัยแต่ยังอยู่ในอาการตกใจ ตรวจวัดแอลกอฮอล์ได้ 80 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้การว่าตนเองเป็นแพทย์ แต่ยังไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน รอสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานก่อนแจ้งข้อกล่าวหาต่อไป