Ghostbusters: Afterlife บริษัทกำจัดผีภาคล่าสุด โดยลูกชายแท้ ๆ

Ghostbusters: Afterlife หากคุณเติบโตด้วยการดูหนังฟังเพลงมาในยุค 80s หรือเคยได้ชมหนังฮิตของยุค 80s ย่อมจะต้องไม่พลาดหนังของแก๊งปราบผีเรื่องนึงที่ฮิตมาก มาจนุถึงตอนนี้ 30 ปีให้หลังแก๊งปราบผีก็กำลังจะกลับมากับ Ghostbusters: Afterlife ในผลงานกำกับของลูกชายแท้ ๆ ที่จะมาสานต่องานที่พ่อเคยกำกับเอาไว้ และตัวอย่างแรกของหนังก็ได้เผยโฉมทางออนไลน์แล้ว

หลังจากไม่ประสบความสำเร็จกับการรีบูต Ghostbusters ฉบับนำหญิงเมื่อปี 2016 ที่ผู้กำกับสายฮา Paul Fieg (ฺBridesmaids, The Heat) หมายมั่นอยากจะเปิดแฟรนไชส์ฮิตนี่อีกครั้ง แต่ดันกลายเป็นหนังไม่ฮิตของทั้ง

Melissa McCarthy, Kristen Wiig และ Chris Hemsworth อีกเรื่องในเครดิต ค่ายผู้สร้างอย่าง Sony จึงต้องถอยกลับมาตั้งหลักใหม่กันอีกรอบ ฝากความหวังที่แก๊งปราบผีทีมใหม่ ซึ่งยิ่งมองจากสถานการณ์ในปีนี้ที่ความพยายามรีบูตแฟรนไชส์ของ Sony อย่าง Men in

Black: International และ Charlie’s Angel ล้มเหลวไม่เป็นท่า รวมถึงก่อนหน้านี้อย่าง RoboCop ฉบับรีบูตที่ล้มเหลวจนจะต้องรีบูตซ้ำกันอีกรอบในเร็ววันนี้ (จะว่าไปค่ายก็ยังโชคดีที่มี Jumanji ที่รีบูตเรื่องราวจนไม่เหลือเค้าเดิมของภาคแรก ซึ่งหนังประสบความสำเร็จถล่มทลายจนได้มีภาคต่อในปีนี้เป็นภาคที่ 3)

Ghostbusters ภาคต้นฉบับเป็นหนังฮิตระเบิดเมื่อปี 1984 ผลงานของผู้กำกับ Ivan Reitman ที่มีผลงานในยุค 80s ฮิต ๆ เรื่องอื่นเช่น Twins (1988) Junior (1994) หรือสำหรับคอหนังรุ่นใหม่จะรู้จักหนังอย่าง

No Strings Attached (2011) หนังแก๊งปราบผีเมืองนิวยอกร์ก นำแสดงโดย Bill Murray (Lost in Translation) Dan Aykroyd (Indiana Jones and the Temple of Doom) Harold Ramis และ Ernie Hudson

ประกบกับนางเอกสาวอย่าง Sigourney Weaver (Aliens) หนังประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้รวมทั่วโลกไป 295 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้างแค่ 30 ล้านเหรียญฯ จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาค 2 จะตามออกมาในปี 1989 หนังทำรายได้หล่นลง รายรับรวมทั่วโลกที่ 215 ล้านเหรียญฯ จากทุนสร้าง 37 ล้านเหรียญฯ ซึ่งก็ทำให้หนังจบตัวเองอยู่ที่แค่ภาค 2

การกลับมาของ Ghostbusters: Afterlife หรือชื่อเดิม Ghostbusters 2020 เล่าเรื่องเกี่ยวกับคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ได้พาลูกสองคน

ย้ายไปอยู่บ้านของคุณตาในชนบท และพบความจริงว่าคุณตาคือ หนึ่งในทีมนักปราบผีของบริษัทกำจัดผีที่เก่งที่สุดในยุค 80s จากนั้นพวกเขาก็ได้ค้นพบว่า สิ่งที่เคยถูกกักขังไว้นานมาแล้วอาจกำลังจะหลุดออกมาจนต้องพึ่งนักปราบผีวัยรุ่นรุ่นใหม่ไปทำหน้าที่ปราบผี นำทีมผู้ใหญ่คนเดียวที่เชื่อ นั่นคือครูในโรงเรียนของเด็กทั้งสองที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของแก๊งปราบผีด้วย

หนังเป็นภาคต่อโดยตรงจาก 2 ภาคแรกในยุค 80s ซึ่งเราก็จะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของยุคสมัยนั้นได้จาง ๆ จากตัวอย่างหนังที่ปล่อยออกมาแล้ว แม้จะยังไม่ปรากฎตัวในตัวอย่างแต่ก็มีการยืนยันแล้วว่า ทีมนักแสดง

Bill Murray, Dan Aykroyd, Ernie Hudson และ Sigourney Weaver จะกลับมาทั้งหมด (ขาดก็แต่ Harold Ramis ซึ่งเสียชีวิตไปในปี 2014 เขาคือผู้กำกับหนังดังของ Bill Murray เรื่อง Groundhog Day (1993) ด้วย) ดูหนังออนไลน์ฟรี

สมทบกับนักแสดงใหม่ที่ฮิตในแต่ละกลุ่มเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งสื่อให้เห็นว่าทีมการตลาดของหนังทำการบ้านมาดี ไล่ตั้งแต่ Paul Rudd จาก Ant-Man, Carrie Coon จาก Gone Girl และ Widows, นักแสดงเด็ก Mckenna Grace จาก Captain Marvel รวมถึงนักแสดงเด็กที่ชอบไปอยู่ในหนังแก๊งเด็กยุค 80s ทั้งหลายอย่าง จนกลายเป็นยี่ห้อบนหน้าไปแล้ว สำหรับ Finn Wolfhard ที่เล่นบทนำทั้งในหนัง It ทั้ง 2 ภาคและ Stranger Things

ความพิเศษของ Ghostbusters: Afterlife อีกอย่างก็คือ หนังกำกับโดย Jason Reitman ลูกชายแท้ ๆ ของผู้กำกับสองภาคต้นฉบับ ซึ่งเขาก็เคยให้สัมภาษณ์ว่า ที่เติบโตมาทำอาชีพเป็นผู้กำกับหนังเช่นเดียวกันพ่อ

ก็เพราะถูกเลี้ยงและโตมากลางกองถ่ายนี่เอง (รวมถึงกองถ่ายของ Ghostbusters ด้วย) เขาเคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาผู้กำกับยอดเยี่ยมมาแล้วถึง 2 ครั้งจากหนัง Juno (2007) และ Up in the Air (2009)

Much of his work is a satire of modern life, which Rietman hopes will add depth and depth to the films his father has made. Until it’s more than just another market movie, the mainstream doesn’t feel deeply touched by another story.

The movie enters the hotel in the country on July 8, 2020 or the next half year from

รีวิว SCOUTS GUIDE TO THE ZOMBIE APOCALYPSE : สามลูกเสือปะทะซอมบี้

รีวิว เราเป็นคนชอบดูหนังซอมบี้อย่างไม่ทราบสาเหตุ ไม่ว่าจะเรื่องไหน ขอให้มีซอมบี้ ดูได้หมดเลย ตั้งแต่ The Walking Dead, Resident Evil, Zombieland, Dawn of the Dead, Land of the Dead, Warm Bodies, World War Z ฯลฯ

หนังซอมบี้โดยส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นหนังฟอร์มเล็กหรือฟอร์มใหญ่ หนังเกรดเอหรือเกรดบี มีสาระหรือไม่มีสาระ เราก็ดูสนุกได้แทบทุกเรื่อง จะมีหนังซอมบี้เพียงไม่กี่เรื่องหรอกที่เราดูแล้วไม่โอเค เท่าที่จำได้ ล่าสุดก็เห็นจะเป็น Maggie: ลูกคนเหล็ก ที่ป๋า Arnold Schwarzenegger แสดงนำ

ดังนั้นคอหนังซอมบี้อย่างเรา ไม่มีพลาด Scouts Guide to the Zombie Apocalypse อย่างแน่นอน (หน้าตาของพระเอกไม่มีส่วนดึงดูดให้ไปดูเลยจริงจริ๊ง~)

เรื่องย่อ SCOUTS GUIDE TO THE ZOMBIE APOCALYPSE

Ben (Tye Sheridan จาก Mud, The Tree of Life), Carter (Logan Miller), และ Augie (Joey Morgan) เป็นเพื่อนรักกันและเป็นลูกเสือด้วยกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่พอโตขึ้น Ben กับ Carter ก็อยากเลิกเป็นลูกเสือแล้วไปใช้ชีวิตวัยรุ่นไฮสคูลและเริ่มเดินบนเส้นทางใหม่ แต่ติดที่เกรงใจ Augie เพื่อนรักผู้ซึ่งอินกับการเป็นลูกเสือมากๆ

ในวันตั้งแคมป์วันหนึ่ง หัวหน้าลูกเสือ Rogers (David Koechner) เกิดไม่มาตามนัด ตกดึก Carter ก็ชวน Ben แอบออกไปงานปาร์ตี้ ใจนึง Ben ก็ไม่อยากทิ้ง Augie ไว้คนเดียว แต่สุดท้ายก็ยอมไปปาร์ตี้กับ Carter ด้วย เพราะ Kendall (Halston Sage จาก Paper Towns) พี่สาวคนสวยของ Carter ซึ่งเป็นสาวที่เขาแอบชอบมาตั้งแต่เกรด 6 ก็อยู่ที่งานปาร์ตี้นั้น

แต่พอลูกเสือทั้งสามออกจากป่ามา ก็พบว่าคนทั้งเมืองกลายเป็นผีดิบซอมบี้กันไปหมดแล้ว พวกเขาจึงต้องหนีซอมบี้กันหัวซุกหัวซุน และยังต้องหาทางไปช่วย Kendall จากปาร์ตี้อีกต่างหาก โดยพวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากสาวเสิร์ฟค็อกเทล Denise (Sarah Dumont จาก Don Jon) ซึ่งไม่ได้มีดีแค่หุ่นเอ็กซ์

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์ SCOUTS GUIDE TO THE ZOMBIE APOCALYPSE

คุณหนังชื่อยาว Scouts Guide to the Zombie Apocalypse ดูเป็นหนังฟอร์มไม่ใหญ่ และอาจจะดูไม่แปลกใหม่มาก เพราะหลายคนก็คงเอียนกับหนังซอมบี้ผีดิบกันเต็มแก่ แต่สำหรับใครๆ ที่อยากหาหนังสนุกๆ คลายเครียด หรือเป็นคอหนังแนวซอมบี้แบบเราล่ะก็… ควรได้ลองเข้าไปชมสามลูกเสือหนุ่มน้อยปะทะกับฝูงซอมบี้ใน Scouts Guide to the Zombie Apocalypse

สำหรับเรา เราพูดตรงๆ เลยว่า Scouts Guide to the Zombie Apocalypse มันก็ไม่มีสาระหรือเมคเซนส์อะไรนักหรอก ตามประสาหนังตลกวัยรุ่นวัยเกรียน (เช่น ตอนเจ๊ Kendall ร้องเรียกให้หนุ่มๆ มาช่วย นางกลับตะโกนแหกปากเรียกแต่ Ben! Help me! แทนที่จะเรียก Carter ซึ่งเป็นน้องชายในไส้ก่อนเรียกเพื่อนน้องชาย ดีออก) แต่ถ้าไปดูหนังเอาเบาสมอง ขำๆ เราว่าหนังลูกเสือปะทะซอมบี้เรื่องนี้ผ่านฉลุย

เชื้อไวรัสที่มาที่ไปจากห้องแล็บทดลอง การติดเและแพร่เชื้อโดยการถูกกัด จนไปถึงการฆ่าซอมบี้โดยเล็งที่ศีรษะ ทั้งหมดนี้ก็ดำเนินไปตามสูตรหนังซอมบี้ทั่วไปที่เคยดูนั่นแหละ แต่ Scouts Guide to the Zombie Apocalypse พิเศษตรงที่ หนังเขาพยายามใส่ความทันสมัยและเอาความเป็นลูกเสือมาใช้อย่างสร้างสรรค์จรรโลงใจ เช่น การผูกเงื่อน การเหลาไม้ เป็นต้น

ผู้หญิงในเรื่องนี้จะสวยเอ็กซ์นมสะบึ้มกันทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ตัวประกอบ ดังนั้นทำใจล่วงหน้าไว้ได้เลยว่า มุกตลกหรือฉากฮาๆ ส่วนใหญ่ในหนังจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเซ็กส์หรือเนื้อนมไข่แทบทั้งเรื่อง แต่สิ่งเหล่านั้น หนังเขาทำออกมาน่ารักและรู้ลิมิตความเหมาะสม เราเลยไม่รู้สึกว่าหนังมันต่ำช้าหยาบคายเท่าไหร่ โดยรวมคือตลกและบันเทิงดี

ส่วนฉากโหดๆ เช่น เลือดสาด สมองกระจาย หรือไส้ไหล ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังซอมบี้ก็ต้องมีอยู่แล้วเป็นธรรมดา สำหรับ Scouts Guide to the Zombie Apocalypse เขาก็จัดให้เต็มๆ ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง แต่โดยรวมก็ไม่ถึงกับโหดมากมาย เพราะหนังเขาเน้นไปทางสายเอาฮามากกว่า

อย่างไรก็ตาม ในหนัง Scouts Guide to the Zombie Apocalypse ก็ครบสูตรหนังสมัยใหม่อยู่อย่างหนึ่งตรงที่ ตัวละครเขามีครบเลย ทั้งคนผิวสี, คนแก่คนชรา, LGBT (ถ้าเราเข้าใจไม่ผิดว่าหัวหน้าลูกเสือเขาเป็นเกย์อะนะ), และคนพิการ

ที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เด่นชัดมากๆ สาวเอ็กซ์ Denise นี่บทเด่นมาก ทั้งสวยฮอต ทั้งเก่งและแกร่ง เป็นตัวแทนของ the strong female protagonist ของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ประทับใจ แล้วบทของ Denise นี่สะท้อนให้เราเห็นอีกว่า ในสังคม ยังมีคนอีกหลายคน (โดยเฉพาะผู้ชาย) ที่มองผู้หญิงที่ “นมนำสมอง” และชอบตัดสินคนอื่นจากบุคลิกหรือการแต่งตัว

เช่น ตอนแรก Carter ก็ตัดสิน Denise ว่าเป็นสาวระบำเปลื้องผ้า เพียงเพราะเห็นเธอดร็อปเรียนไปและมาทำงานที่บาร์นู้ด ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว Denise ไม่ได้เกิดมารวยเหมือนพวกเขา เธอจึงสอบวัดเทียบระดับ และที่มาทำงานที่บาร์ เธอก็เป็นแค่สาวเสิร์ฟเท่านั้น

แต่จริงๆ แล้ว Carter นี่เป็นตัวละครที่เราชอบตัวหนึ่งเลยนะ (ไม่นับหน้าตา ซึ่ง Ben หล่อที่สุด) โดยผิวเผิน Carter อาจดูเป็นคนที่เกรียนที่สุด และหมกมุ่นกับเรื่องเซ็กส์มากที่สุด แต่ Carter ก็เป็นตัวละครที่มีพัฒนาการสูงอย่างน่ารัก โดยเริ่มสังเกตได้จากฉากที่ Ben เปลี่ยนล้อรถช่วงต้นเรื่องกับกลางเรื่อง เป็นต้น ดูหนังออนไลน์ฟรี

และที่สำคัญ เราว่า Carter นี่เป็นตัวแทนของวัยรุ่นยุคใหม่ได้มากที่สุด โดยเฉพาะในส่วนของการอยากมีตัวตน อยากเข้าสังคม บ้าเซลฟี่ และติดโซเชียลฯ ตลอดเวลา

Carter จะมีคาแรกเตอร์ตรงกันข้ามกับ Augie ทุกอย่างทั้งๆ ที่เป็นเพื่อนสนิทที่โตมาด้วยกันแท้ๆ คือ Augie เขาจะจริงจังตั้งใจกับการเป็นลูกเสือมากถึงมากที่สุด ถ้าสังเกตจากชุดเครื่องแบบจะเห็นว่าบนตัวของ Augie จะมีตราติดอยู่เยอะกว่าเพื่อน ตามด้วยของ Ben และ Carter ตามลำดับ ซึ่งแปลว่า Augie สอบผ่านคอร์สลูกเสือมามากที่สุด

สาระสำคัญอย่างหนึ่งของหนังคือ แก๊งลูกเสือแก๊งนี้ทำให้เราตระหนักว่า ทักษะความรู้ที่พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ใช้ พวกเขากลับได้ใช้ประโยชน์ก่อนใครโดยไม่ได้ตั้งตัว (ดังนั้น ถ้าเด็กๆ คนไหนกำลังบ่นว่า วิชานี้ไม่สำคัญ เรียนไปก็ไม่ได้ใช้ คงต้องลองคิดดูใหม่แล้วเนาะ)

แต่อย่างไรก็ดี บททดสอบในชีวิตจริงมันไม่ง่ายเหมือนตอนสอบ อย่างที่เราจะเห็นได้ว่า พอซอมบี้ระบาดทั่วเมือง ลูกเสือหนุ่มคนที่สามารถเอาความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ดีที่สุดกลับคือ Ben ผู้ซึ่งพยายามหาทางลาออกจากวงการมาตลอดสามปี ในขณะที่ Augie ซึ่งเป็นลูกเสือระดับสูงสุด ยังทำอะไรเงอะๆ งันๆ เช่น ติดไฟก็ไม่ติดสักที ทั้งๆ ที่สอบผ่านการจุดไฟแล้ว ผูกเงื่อนตายก็ไม่อยู่ ทั้งๆ ที่สอบผ่านการผูกเงื่อนมาแล้ว ฯลฯ

แต่ถึงแม้ทักษะความรู้จะสำคัญขนาดไหน มิตรภาพก็สำคัญไม่ด้อยไปกว่ากัน คงไม่มีใครปฏิเสธว่า ลูกเสือทั้งสามคนเจ๋งที่สุดเวลาอยู่ด้วยกันแท็กทีม ทั้งสามคนร่วมด้วยช่วยกัน เติมเต็มซึ่งกันและกัน เข้าใจกัน สามัคคีคือพลัง พวกเขาจึงเอาสามารถต่อสู้กับซอมบี้ได้ นี่ก็คือประเด็น

Da 5 Bloods 5 เลือดอหังการ์ – สงคราม ประวัติศาสตร์ ในกระแสเรียกร้องประเด็นสีผิว

WHAT THE FACT รีวิว Da 5 Bloods

หากจะให้อธิบายแก่นของหนังอย่าง Da 5 Bloods สงคราม ประวัติศาสตร์ ให้ง่ายที่สุดมันก็จะถูกจำกัดความด้วย สงครามเวียดนาม และ ประเด็นการเรียกร้องพื้นที่ในประวัติศาสตร์ให้คนสัญชาติแอฟริกัน อเมริกัน

แต่เพิ่มเรื่องของการผจญภัยตามล่าขุมทองและอัฐิของเพื่อนร่วมรบ แต่หากไปนึกภาพว่ามันจะเป็นหนังสงครามที่เอะอะยิงกัน หรือ ย้อนอดีตไปเล่าวีรกรรมทหารหาญผิวสีล่ะก็อาจมีเหวอได้ เพราะในบรรดาแนวหนังที่ผสม ๆ

กันมันถูกบอกเล่าผ่านวิสัยทัศน์ของสไปค์ ลี คนทำหนังชาวแอฟริกัน อเมริกัน ที่มักบอกเล่าเรื่องราวเสียดสีสังคมโดยเฉพาะประเด็นเชื้อชาติและชีวิตที่ต้องดิ้นรนของพี่น้องชาวแอฟริกัน อเมริกันของตน

ว่ากันถึงบริบทของประวัติศาสตร์สงครามเวียดนามกันก่อน โดยในการรับรู้ของชาวโลกมันคือสงครามที่อเมริกาได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองของเวียตนาม ลาว

และกัมพูชาจนเกิดการปะทะกันขึ้นเพียงเพราะอเมริกาอยากจะเล่นบทตำรวจโลก ทำให้คนชาติเดียวกันถือปืนมาห้ำหั่นกันเอง และก็เป็นสหรัฐอเมริกาที่กลับไปพร้อมความปราชัย และแผลเป็นทางประวัติศาสตร์

และสำหรับโลกภาพยนตร์เองก็เคยบันทึกความอัปยศของสงครามเวียตนามไว้หลายเรื่อง ที่โดดเด่นที่สุดคงหนีไม่พ้น Apocalypse Now (1979) หนังสงครามเวียดนามขึ้นหิ้งของฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา และ The Deer Hunter (1978)

ของไมเคิล ชิมิโนกับฉากรัสเซียน รูเล็ตในตำนาน ที่สร้างคุณูปการแก่วงการไว้มากมาย และที่โดดเด่นไม่แพ้กันก็คือไตรภาคเวียดนามทั้ง Platoon (1986), Born on the Forth of July (1989) และ Heaven & Earth (1993) ของอดีตนักข่าวสงครามอย่าง โอลิเวอร์ สโตน ที่ถ่ายทอดความอัปยศอดสูของสงครามที่มีการเมืองขับเคลื่อน

แต่สิ่งที่ Da 5 Bloods บอกเล่ากลับทวีความซับซ้อนเสียยิ่งกว่าฝ่ายการเมืองส่งทหารอเมริกันไปตายเหมือนหนังเรื่องอื่น เพราะจากชื่อหนังที่ไปแทนค่าเป็นกลุ่มแก๊งทหารชาวแอฟริกันอเมริกัน 5 คนในนาม Bloods

ที่เริ่มจากการสาบานเป็นพี่น้องร่วมตายในศึกครั้งนี้ที่สุดท้ายจบด้วยความตายของหัวหมู่ทะลวงฟันอย่าง สตอร์มิน นอร์แมน (แชตวิค บอสแมน หรือ ฝ่าบาทแห่ง Black Panther) จนเป็นที่มาของภารกิจในอีก 45 ปีต่อมาที่เหล่าอดีตสหายศึกอย่าง พอล (เดลรอย ลินโด) ที่ได้รับผลกระทบด้านจิตใจจนเกิดเป็นโรค PTSD เอ็ดดี (นอร์ม ลิวอิส) นักธุรกิจถังแตก เมลวิน (ไอเซียอา ไวต์ล็อก จูเนียร์) ที่ติดยาแก้ปวด และ โอทิส (คลาร์ก ปีเตอร์ส) อดีตพลาธิการที่มีความสัมพันธ์กับสาวเวียตนามจนเกิดลูกนอกสมรส

ดังนั้นสถานการณ์ของหนังครึ่งแรกเลยจะตัดสลับระหว่างเหตุการณ์ในปัจจุบันที่เหล่าสหาย Bloods สี่คนที่เหลือเดินทางกลับมาที่เวียดนามในเวลาเกือบครึ่งศตวรรษเพื่อจะพบว่าความขัดแย้งและผลพวงของสงครามยังคงอยู่ กับภาพย้อนอดีตที่ซ้อนทับกับเหตุการณ์ปัจจุบันเพื่อปูให้เห็นจุดมุ่งหมายของตัวละครที่ต้องการกลับมาหาทองที่พวกเขาฝังไว้พร้อมศพของทหารร่วมรบอย่างนอร์แมน และการเข้าไปเกี่ยวพันกับธุรกิจมืดเพื่อให้พวกเขาสามารถขนทองออกจากเวียดนามได้

ซึ่งเราคงต้องยอมรับว่าครึ่งแรกของหนังคือช่วงปรับจูนคนดูอย่างแท้จริง เพราะมันผสมผสาน “สาร” ที่ผู้กำกับอยากจะเล่าเต็มไปหมดทั้งผลพวงของสงครามเวียดนามที่มาทั้งกลืนไปกับเนื้อเรื่องอย่างกรณีแฟนสาวของโอทิส และบรรดาชาวเวียดนามที่มาสะกิดแผลเป็นของสงครามที่กัดกร่อนจิตใจ รวมไปถึงสารที่เหมือนอยู่นอกอาณาเขตของเรื่องราวอย่างบทบาทชาวแอฟริกันอเมริกันในสงครามเพื่อประเทศชาติที่มักจบลงด้วยการเป็นฮีโรที่ถูกลืม และสถานะของพวกเขาในประเทศก็ยังคงเป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ดี

และแม้ยี่ห้อ สไปค์ ลี จะจัดจ้านในประเด็นเรื่องสีผิว ความขัดแย้งทางชนชั้น มาตั้งแต่ Do the right thing (1989) สงคราม ประวัติศาสตร์ แต่เมื่อการนำตัวละครที่ยังคงเป็นแอฟริกันอเมริกันแต่เปลี่ยนถิ่นมาอยู่ใน เวียดนาม ดินแดนที่เคยเป็นฝันร้ายของพวกเขา และในขณะเดียวกันก็เป็นเหล่า Bloods เองที่ผลักให้คนเวียดนามอดีตศัตรูของพวกเขากลายเป็นลูกกำพร้า ไร้ญาติ ไปจนสร้างลูกนอกสมรสที่กลายเป็นแกะดำให้คนในประเทศย่ำยี

และโดยที่หนังไม่บอกเล่ากับเราโดยตรงการกลับมาเที่ยว (tour) ครั้งนี้ของกลุ่ม Bloods ก็ไม่ได้ต่างจากการมาประจำการรบ (tour) ที่ไม่บอกก็รู้ว่านี่คือการเล่นคำกับกิจกรรมของตัวละครเพราะมันถูกเชื่อมด้วยคำว่า tour เหมือนกัน เพราะท้ายที่สุดหนทางที่นำพวกเขาไม่ว่าจะไปเพื่อขุดหาอัฐิของนอร์แมนหรือทองคำแท่งมูลค่ามหาศาลก็คือการกลับไปสู่ความขัดแย้งในครึ่งหลัง เพราะที่ที่พวกเขาไปก็ยังเต็มไปด้วยกับระเบิด และการต้องเผชิญหน้ากับทหารรับจ้างที่ต้องการทองของพวกเขา ดูหนังออนไลน์ฟรี

เอาล่ะ ฟังดูเหมือนผมจะบอกว่าอดทนกับครึ่งแรกหน่อย รับรองครึ่งหลังมันส์แน่นอนใช่มั้ยครับ ถ้าเข้าใจอย่างนั้นก็ต้องบอกว่าคุณคิด…..ถูก ! เพราะในขณะที่หนังครึ่งแรกเต็มไปด้วยสารที่เกือบจะกลายเป็นสารคดีเรียกร้องสิทธิ์ให้ชาวแอฟริกันอเมริกันอยู่รอมร่อ

แต่ในครึ่งหลังด้วยความที่มันมีจุดเปลี่ยนจากการที่หนังพาตัวละครกลุ่ม Bloods ที่มี เดวิด (โจนาธาน เมเจอร์ส) เพิ่มเข้ามาและได้พบกับกลุ่มปลดระวางกับระเบิดจากสงครามเวียดนามนำโดย เฮดี (เมอลานี เธียร์รี) สาวสวยชาวฝรั่งเศสที่เดวิดแอบหมายปอง

ก็ทำให้มันพาเรื่องราวไปสู่ช่วงชำระบาปในครึ่งหลังที่สไปค์ ลี ดูจะคุมทิศทางหนังได้อยู่หมัดกว่าครึ่งแรกอย่างเห็นได้ชัด

เพราะครึ่งหลัง ลี ได้ผสมกันระหว่างดรามาของทหารที่มีบาดแผลจากสงครามแฝงไปกับภารกิจผจญภัยหาทองสุดระทึก และในขณะที่แฟนแดนตายของเขากำลังคิดว่า ลี ขายวิญญาณไปกับการทำหนังเอาใจตลาดก็ดันมีฉากสารภาพบาปที่ใช้สไตล์การทลายกำแพงที่ 4 หรือ Break the forth wall แล้วให้ตัวละคร พอล

ที่แสดงได้อย่างเดือดสุดโดย เดลรอย ลินโด ได้อิมโพรไวส์บทแสดงความคลั่งและสารภาพบาปที่อัดอั้นจนเขากลายเป็นโรค PTSD ได้อย่างยอดเยี่ยม

และนอกจากการผสานความสนุกเข้ากับสไตล์ส่วนตัวแล้ว ในครึ่งหลังการที่มันมีตัวละครอย่าง เฮดี และ พวกก็ช่วยให้เกิดภาพเปรียบเทียบระหว่างคนที่จะมาลบล้างผลพวงด้วยการปลดระเบิดออกจากดงกับระเบิด กับ อีกฝ่ายที่คิดแต่ “สิทธิของคนดำ”

จนหลงลืมไปว่าผู้ได้รับผลกระทบจากสงครามครั้งนั้นไม่ได้มีแค่พวกเขา เพราะต่อให้พวกเขาจะจบท้ายด้วยการเป็นคนถังแตก เจ็บป่วย หรือ ติดยา แต่อันตรายจากสงครามคือยังอยู่ในแดนสงครามที่เดิมที่ชาวบ้านต้องเสี่ยงชีวิตทุกวันนั่นเอง

And anyway, when it comes to Spike Lee’s directing style

let’s end with the choice of aspect ratio of the movie. Even the IMDB data shows that the aspect ratio (Aspect Ratio) is only 1.33:1 (narrow screen 4:3) for flashback scenes (flashback) and 2.39:1 (widescreen or Anamorphic Widescreen).

for the current image But if actually watching a movie, it will have another aspect ratio in the present era, which is 1.85 : 1, which is a picture that fits perfectly on the TV screen. When looking at it, it can be seen that director of photography Newton Thomas Siegel chooses different stock film and digital shoots is a combination of techniques to influence the audience’s emotions in the most subtle way.

Schindler’s List ชะตากรรม ที่โลกไม่ลืม – 25 ปีผ่านไปความสะเทือนใจไม่มีเปลี่ยน

ชะตากรรม จากนักธุรกิจที่เพียงแสวงผลกำไรจากแรงงานยิวราคาถูก ออสการ์ ชินด์เลอร์ (เลียม นีสัน) กลับสัมผัสถึงพลังอันยิ่งใหญ่แห่งความเมตตาหลังได้รู้จักกับ อิตแซค สเติร์น (เบน คิงส์ลีย์) สมุห์บัญชีชาวยิวผู้ลักลอบจ้างแรงงานร่วมชาติเพื่อให้รอดจากการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุโดย อามอน เกิร์ธ (ราล์ฟ ไฟน์ส) ทหารนาซีสุดโฉดผู้พิสมัยการสังหารชาวยิวเป็นอย่างยิ่ง

หากกล่าวถึง Schindler’s List ความทรงจำของผมหากย้อนไปปี 1993

ที่หนังฉายคงเลือนลางเหลือแค่โปสเตอร์ขาวดำรูปมือคนจับกันที่ติดไว้ในตู้โชว์หน้าโรงหนัง กว่าจะได้พิสูจน์ความยอดเยี่ยมของหนังครั้งแรกจริงๆก็ปาเข้าไปตอนเรียนมหาวิทยาลัยที่ได้ยืมแผ่น VCD จากห้องสมุดมาดู ซึ่งหลังหนังดำเนินไปครบ 3 ชั่วโมงกว่าๆ

สิ่งที่หนังมอบให้ไม่เพียงความหดหู่ที่มนุษย์กระทำต่อกันเท่านั้น แต่หนังยังมาพร้อมฉากหลายฉากที่ลืมไม่ลง ทั้งฉากห้องรมแก๊ส ที่การถ่ายภาพแบบขาว-ดำยิ่งให้ความรู้สึกหลอกหลอนสมจริง หรือ แม้กระทั่งฉากมหัศจรรย์อย่างเด็กสาวในเสื้อโค๊ตสีแดง ซึ่งเป็นสีเดียวในเรื่องที่เด่นออกมาจากโทนภาพขาวดำ ก็ให้ความรู้สึกที่สะเทือนใจจนลืมไม่ลง

ชะตากรรม และหลังจากนั้นก็มีโอกาสชมเป็นครั้งคราวทั้งการต้องกลับมาดูเพื่อการศึกษาด้านภาพยนตร์ หรือ การต้องนำหนังมาสอนในห้องเรียนนับครั้งไม่ถ้วน ก็ยิ่งเกิดความรู้สึกอันแรงกล้าว่าสักวันหากหนังกลับมาฉายโรง เราต้องไปดูให้ได้ และวันนี้ฝันของผมก็เป็นจริงแล้วกับการนำ Schindler’s List กลับมาฉายฉลอง 25 ปีในวันนี้

นอกจากงานกำกับของสปีลเบิร์กที่เอาคนดูอยู่หมัดตลอด 3 ชั่วโมงกว่าแล้ว จุดเด่นลำดับต้นๆคงไม่พ้นงานภาพโดย ยานุตซ์ คามินสกี ก่อนเลย จากที่เคยอ่านในตำราภาพยนตร์ที่ยกย่องวิสัยทัศน์ของผู้กำกับภาพคู่บุญของสปีลเบิร์ก วันนี้คือประจักษ์ด้วยสายตาตัวเองชัดๆก็บนจอในโรงเนี่ยแหละ ที่งานภาพแกคราฟต์ทุกเม็ด ดูหนังออนไลน์ฟรี

In addition to the scene of the girl in the red coat that symbolizes the purity of the story. We also found the details of each scene more clearly on the big screen, including the lighting that can convey the meaning in the picture more deeply. until thanks to Spielberg You were so keen to shoot the movie in black and white because it was appropriate to tell the brutal history in a realistic and engraved way.

And not only photography work. Film editing can also be a great textbook for film children, as it includes both match-cuts (seamless cuts with matching images of the same shape together) and gaze (seamless cuts). play to cut 2-3 events to make sense) or even the sequence of events

It is still full of art that is difficult to find comparable movies these days. With the music composed by John William, it almost brings the film closer to perfection.

From the movie that Steven Spielberg throws his heart to create and doesn’t ask for a fee. (because he didn’t want to be branded for receiving bloody money for making Jewish massacre movies compatriot) to the film Krirk Kiat 7 Academy Awards for Best Picture, Best Director, Best Screenplay, Best Cinematography, Best Art Direction, Best Editing

and excellent music Now it’s time for the 25-year-old movie to return to theaters after it’s been proven by time. Therefore, it should not be missed by all means.

Onward: น้องพี่ที่รักฉบับแฟนตาซีที่คุ้มค่ากับการฝ่าโควิดไปดู

Onward งานสตูดิโอแอนิเมชันในจักรวาลของ Walt Disney Pictures และ Pixar Animation Studio โดยถือเป็นงานแอนิเมชันชิ้นใหม่ของ Pixar ในยุคหลัง John Lasseter ผู้ก่อตั้งรุ่นบุกเบิกอย่างเต็มตัว โดยได้ Dan Scanlon จาก Monsters University มานั่งแท่นกำกับ พร้อมกับ 2ดาราจักรวาลมาร์เวลอย่าง ทอม ฮอลแลนด์ (Tom Holland) และ คริส แพรตต์ (Chris Patt) มารับบทพากย์เสียงในตัวละครหลักของแอนิเมชันเรื่องนี้ด้วย

Onward เป็นดินแดนของโลกจินตนาการที่มีทั้งชาวเอลฟ์

โทรลล์ และเทวดาอาศัยอยู่ โดยในอดีตของดินแดนแห่งนี้ เป็นดินแดนที่ ‘เวทมนตร์’ นั้นมีอยู่จริงและเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในอดีต แต่ด้วยวันเวลาที่เปลี่ยนไป

ดินแดนแห่งนี้ก็ถูกทดแทนด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ซึ่งทำให้เวทมนตร์ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งขนาดที่ว่าสัตว์ชั้นสูงในจินตนาการที่เคยโลดแล่นสง่างามอย่าง ม้ายูนิคอร์น ก็กลายมาเป็นสัตว์บ้าน ๆ ที่ออกมาคุ้ยกองขยะหาของกิน หรืออยู่ตามท่อซะงั้น (ฮา)

อย่างไรก็ตามการผจญภัยครั้งใหม่เริ่มต้นอีกครั้งในครอบครัวตระกูลเอลฟ์ครอบครัวหนึ่ง ซึ่งเรื่องเริ่มจากคุณแม่ ลอว์เรล ได้มอบได้ของขวัญวันเกิดครบรอบ 16 ปีให้กับ เอียน ลูกชาย ซึ่งมันคือ ‘ไม้เท้าพ่อมด’ ดูหนังออนไลน์ฟรี

ที่พ่อผู้ล่วงลับของพวกเขาทิ้งเอาไว้ให้ แต่แล้วทั้งเอียน (ทอม ฮอลแลนด์) และบาร์ลีย์ (คริส แพรตต์) พี่ชาย ก็ได้พบข้อความในกระดาษแผ่นหนึ่งที่มากับไม้เท้า เป็นการบอกวิธีการใช้มนต์วิเศษที่จะทำให้พ่อของพวกเขาคืนชีพกลับมาแบบตัวเป็น ๆ

ได้หนึ่งวันเต็ม ๆ แต่หลังจากที่ร่ายมนต์ไปแล้ว กลับกลายเป็นว่าพ่อของพวกเขาปรากฏตัวออกมาแต่ท่อนล่าง! นั่นทำให้ เอียน และ บาร์ลีย์ ต้องออกตามหาจิ๊กซอว์ที่เหลือในการจะทำให้เวทมนตร์นี้สมบูรณ์แบบเพื่อให้พ่อของพวกเขากลับมาจริง ๆ

ตลอดทั้งเรื่องเราจะได้เห็น message เรื่องความสัมพันธ์ครอบครัวผ่านการผจญภัยและแก้ปัญหาเบี้ยบ้ายรายทางแบบ road movie ซึ่งในช่วงแรก ๆ ของการปูแบ็กกราวนด์ครอบครัว ‘ไลท์ฟุต’ นี้นั้นอาจจะจืดชืดไปนิด แต่เมื่อหนังพาเราไปสัมผัสด้านต่าง ๆ

of more characters Brothers in particular, Ian and Barley, will see the dimensions of these two characters go deeper and deeper until they are surprised. After that, everything flows smoothly and looks a lot more fun that I thought it was a different movie (ha).

Onward in the style of Pixar that appeared in the 2020s, besides not being a fantasy cartoon movie. Still retains the uniqueness of capturing issues that penetrate deep into the intense adult world in the 4.0 era where wizards have to adapt. And in keeping with Disney’s intent, we’ll also be seeing LGBTQ cartoon characters in the story. What I really like is the way it tells, it boasts so many positive mage sages. Whether it’s about friendship

understanding of each other Learning and Forgiveness And spending every minute with family and loved ones is the most valuable. At the end, it must be said that the movie is so squeezing in tears that although Onward may not have a flashy story line. Or rub the tears to flow like a Coco tap, but everything is perfectly balanced and mellow.

Ignoring the sluggishness of the movie in the beginning, Onward is one of the most memorable animated films of the year.

Black Panther: ส่วนผสม หนังมาร์เวลแบบข้นๆ สุดลงตัว

ส่วนผสม มาร์เวลขึ้นชื่อในความตลาด แบบทุกคนดูเอาบันเทิงได้ จนหลายคนก็มองว่ามันลูกกวาดไปหน่อย แต่หนังเรื่องนี้คือการเอาจุดเด่นของหนังมาร์เวลแต่ละเรื่องก่อนหน้ามาใช้แบบขึงขังและดราม่าจริงจัง สืบทอดแนวทางหลัง Captain America: Civil War ได้สมการรอคอยของสายขมปนหวานทีเดียว

หนังมาร์เวลประเดิมปีนี้ด้วยหนังราชาเสือดำ Black Panther

ซึ่งเคยปรากฏกายแบบแจม ๆ ผิว ๆ มาก่อนแล้วใน Captain America: Civil War นี่จึงเป็นการเปิดตัวแบบเต็ม ๆ ให้เรารู้จักตัวตนที่แท้จริงทั้ง เจ้าชายทีชัลลา หรือ แบล็กแพนเธอร์ รวมถึงจักรวาลของวากานด้าประเทศอารยธรรมสุดล้ำที่ซ่อนตัวจากโลกมาตลอดนับแต่ประวัติศาสตร์มนุษย์กำเนิดด้วย

หนังได้ ไรอัน คูเกลอร์ ผู้กำกับผิวสีที่เคยทำหนังดี ๆ ที่เป็นเหมือนภาคต่อหนังมวย ร็อกกี้ บัลบัว มาก่อนอย่าง Creed (2015) ซึ่งสามารถถ่ายทอดเรื่องราวของคนผิวสีในเรื่องนี้ได้อย่างกลมกล่อม ไม่หนักการเมืองเกิน แต่ก็ไม่เบาจนตื้นเขินในประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่พูดประเด็นทางสังคมเรื่องผิวสี และเชิดชูเพศหญิงได้อย่างไม่ระคายความบันเทิงเรื่องหนึ่งเลย ดูหนังออนไลน์พากย์ไทย

ส่วนผสม ครั้งนี้สิ่งที่ว้าวมากคือ มาร์เวลพาเราสู่โลกทัศน์ใหม่นามว่า วากานด้า หลังจากเคยพาไปดูทั้งวิทยาการล้ำสมัยทั้งชีวภาพและหุ่นกลไก ทั้งดินแดนโพ้นอวกาศ จนถึงโลกเวทย์มนต์มาแล้ว ซึ่งความพิเศษของวากานด้าคือมันรวมจุดเด่นของโลกทัศน์ที่เคยถูกนำเสนอก่อนหน้ามาผสมดีไซน์แบบชนเผ่าแอฟริกาได้อลังการ แปลกตา หวือหวา ชวนมองตลอดเวลาของหนัง มันมีทั้งการเพิ่มพลังกายแบบกัปตันอเมริกา มีเกราะแบบไอออนแมน มียานบินแบบแก๊งการ์เดี้ยนออฟแกแล็กซี่ และมีโลกวิญญาณความเชื่อแบบ ดร.สเตรนจ์ แต่มีวัฒนธรรมชนเผ่าของตนเองทั้งการตกแต่งร่างกาย เสื้อผ้า บ้านเมือง ท่าทางการร่ายรำและพิธีกรรม นี่จึงเป็นพื้นที่ใหม่ที่น่าค้นหามากขึ้นด้วย

    • ดราม่าในครอบครัวแบบพจมาน แต่ไม่น้ำเน่าหน่อมแน้มแบบธอร์ แถมเพิ่มความเข้มแบบจริงจังให้ได้ลุ้น ยิ่งการต่อสู้ตัวต่อตัวนี่สนุกมาก มีใช้ศิลปะต่อสู้หลากหลาย นี่ยังต้องรวมถึงอุปกรณ์ไฮเทคต่าง ๆ ที่เหมือนดูเจมส์ บอนด์ ผสมไอออนแมน ฉาบด้วย ดร. เสตรนจ์ เลยทีเดียว
    • การก้าวพ้นวัยของ ทีชัลลา (แชดวิก บอสแมน) จากเจ้าชายสู่การเป็นราชา ทั้งสถานะใหม่ สถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไปจนท้าทายการมีอยู่ของวากานด้า การตัดสินใจที่ลำบากระหว่างทำเพื่อโลกกับเพื่อวากานด้า รวมถึงการเติบโตทางจิตใจที่จะยอมรับว่าสิ่งที่เป็นมาของวงศ์ตระกูลอาจไม่ถูกต้องเสมอไป
    • ตัวร้ายอย่าง คิลล์มังเกอร์ (ไมเคิล บี. จอร์แดน) ที่ต้องยอมรับว่านับจาก บารอนซีโม ในซีวิลวอร์ที่ขึ้นเป็นตัวร้ายสุดประทับใจอันดับ 1 นี่เป็นตัวร้ายที่มีภูมิหลังสนับสนุนมิติตัวละคร มีทักษะและความโหดเหี้ยมที่ข่มขวัญฝ่ายพระเอกได้อย่างน่าจดจำอีกตัวหนึ่งทีเดียว
    • ตัวละครอื่นที่น่าจดจำ คือหนังเรื่องนี้มีตัวละครเยอะมาก ที่สำคัญส่วนใหญ่คือตัวละครใหม่ที่เราต้องจำใหม่หมด แม้แต่ตัวพระเอกเองก็เถอะที่เราก็ต้องทำความรู้จักเขาใหม่เหมือนกัน แต่หนังก็สามารถสร้างทุกตัวละครได้น่าจดจำหมด เชื่อว่าหลายคนน่าจะจำน้องพระเอก และแม่ทัพสาวได้อย่างแน่นอน

จากตรงนี้เราสามารถพูดได้ว่านี่คือหนังมาร์เวลที่มีเรื่องราว การดีไซน์ศิลป์ต่าง ๆ รวมถึงความขัดแย้ง ประเด็นซ้อนที่น่าจดจำมากเรื่องหนึ่งทีเดียว

while the obvious disadvantage would be CG events, especially those in the background like the forest or the city. See clearly deceptive. with the part of forwarding new things to the overall cinematic universe while in the next few months there will be Infinity War happened, but the movie wasn’t quite there. But on the one hand, the movie has built a strong base for itself. Anyone who likes it should be addicted to it without having to rely on other heroes to help.

After the end of the credits, there are 2 characters. The first one is as expected, not wow. Personally, the superficial back looks normal, something I already know. But the cool thing is that the name mentioned in this scene is passed on to the new hero from the comics. It’s also an interesting change in the origin of that character in the movie version.

In addition, there is also a cultural peculiarity that the foreign country would be very wow. But for most of our viewers Personally, I am confident that I will not adjust in time. Because we are not very excited about this strange style. The more the characters are beautiful, tribal skin color. It’s probably more difficult to get in. The heroine is expected to have many people who are not in love with the movie. But with people who don’t have these problems These things will add a bit more wow to the movie.

Sonic the Hedgehog โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก ข้อมูล เรื่องย่อ เกร็ดจัดเต็ม

SONIC-THE-HEDGEHOG-poster-2

Sonic the Hedgehog โซนิค เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือ ภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นผจญภัยโลดโพน สร้างจากเฟรนไชน์วิดีโอเกมชื่อดังของ เซก้า กำกับโดย เจฟฟ์ โฟว์เลอร์ ที่เคยฝากผลงานหนังสั้นเข้าชิงออสการ์ ซึ่งในตอนแรกภาพยนตร์เจ้าเม่นสีฟ้านั้น โซนี่ พิคเจอร์

เป็นผู้จัดจำหน่ายในปี 2013 ก่อนที่ต่อมาเป็น พาราเมาต์ พิคเจอร์ แทน อีกทั้งยังเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงมากมายไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่เคยวางตัว Paul Rudd จาก Ant-Man มารับบทนำ ก็เปลี่ยนเป็นอย่างที่เห็นทุกวัน ไหนจะเจอมรสุมของหน้าตาโซนิคอีก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะลงตัว แค่ในตอนนี้ล่ะนะ

โซนิคเดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือผลงานเนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 27 ปี ของโซนิคเดอะ เฮดจ์ฮ็อก ตัวละครมาสคอตของเซก้า ค่ายเกมดังจากญี่ปุ่น จึงเกิดเป็นโปรเจกต์ใหญ่ที่พร้อมจะนำเจ้าโซนิคเม่นสีฟ้าสีน้ำเงิน ผู้ที่มักประมือกับ ดร. เอ้กแมน หรือ ดร. โรบอทนิกส์ ในเกมมาเป็นเวลานาน มาสู่จอเงินเป็นครั้งแรก

โดย Marza Animation Planet สตูดิโออนิเมชั่นยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น พร้อมด้วยทัพนักแสดงอย่าง เจมส์ มาร์สเดน (จาก Enchanted และ ซีรีส์ Westworld) ทิก้า ซัมพ์เตอร์ (จาก Ride Along 2 และ ซีรีส์ Gossip Girl) จิม แคร์รีย์ นักแสดงที่หวนกลับมาเล่นบทตลกอีกครั้ง พร้อมได้ เบน ชวาชท์ ให้เสียงพากย์เป็นโซนิคตัวละครหลักของเรื่อง และมีกำหนดฉายในวันที่ 27 พฤศจิกายน แต่ทว่าเมื่อตัวอย่างแรกของ Sonic The Hedgehog ออกมา…หน้าตาสมจริง สมจริงจนน่ากลัว!

ภาพยนตร์เลยถูกกระแสแฟนและชาวโลก ขับไล่ไสส่งกดดิสไลค์ไม่หันมาแลไม่แคร์ไปดู (พอเถอะ) จนทางผู้กำกับและผู้ที่เกี่ยวข้องต้องออกมาขอโทษ และสัญญาว่าจะปรับปรุง Sonic The Hedgehog ซึ่งผลออกมาคือ ตัวอย่างล่าสุด

กลายเป็นภาพยนตร์ของพาราเมาต์ที่ติดเทรนด์ทวิตทั่วโลก และในยูทูปทั้งไทยและเทศด้วย การปรับโฉมใหม่ครั้งนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับ ไทสัน เฮสเซอ นักวาดการ์ตูนที่วาดหนังสือการ์ตูนโซนิคในขณะนี้ เข้ามาช่วยปรับแก้ให้เจ้าเม่นที่เรารู้จักได้กลับคืนมา เอ้า! ปรบมือสิครับรออะไร

แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็น ก็อยากจะปูให้ใครหลายคนรู้จักกับเจ้าเม่นสายฟ้าหน้าตาน่ารักตัวนี้ก่อน

ในเดือนเมษายนปี 1990 บริษัทเซก้าได้เสนอให้มีการสร้างตัวนำโชคใหม่ แทนที่อเล็กซ์ คิดด์ซึ่งเป็นตัวนำโชคเดิม ธิโอดอร์ รูสเวลท์กับชุดนอน (ถูกพัฒนาภายหลังมาเป็นดร.โรบอทนิกส์), กระต่าย แต่ผลงานที่ได้รับเลือกคือผลงานของ นาโอโตะ โอชิม่าที่เลือกใช้เม่น จากนั้นทีมงานจำนวน 15 คนก็พัฒนาเกมโซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อกและเปลี่ยนชื่อทีมเป็นโซนิคทีม ซึ่งเป็นทีมที่พัฒนาเกมในเฟรนไชน์โซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ความสำเร็จนี้ทำให้เกิดการดัดแปลงให้เป็นภาพยนตร์ในเดือนสิงหาคม ปี 1994 เมื่อเซก้า สาขาอเมริกาได้เซ็นสัญญาข้อตกลงกับ Metro-Goldwyn-Mayer Pictures และTrilogy Entertainment ในการสร้างภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นที่สร้างจาก Sonic X-treme เกมที่กำลังพัฒนาในปีเดียวกันที่จะพาโซนิคเข้าสู่ยุค 3D ดูหนังออนไลน์ฟรี

อย่างเต็มตัว สำหรับเครื่อง เซก้า แซทเทิร์น เครื่องเกมใหม่ล่าสุดในตอนนั้น จนในปี พฤษภาคม ปี 1995, ริชาร์ด เจฟเฟอรีส์ ได้วางบทภาพยนตร์ Sonic the Hedgehog: Wonders of the World, กับเซก้า ที่เล่าเรื่องของโซนิคหนีจากเกมเดียวกันไปยังโลกความจริง และร่วมมือกับเด็กหนุ่มเพื่อหยุดยั้งแผนร้ายของด็อกเตอร์โรบอทนิกส์ อย่างไรก็ตามไม่มีสตูดิโอไหนให้ความสนใยมาคุยด้วย หนังจึงต้องถูกยกเลิกไป เจฟเฟอรีส์พยายามจะนำโครงเรื่องไปเสนอ ดรีมเวิร์ค แต่ก็ถูกปฏิเสธพร้อม ๆ กับเกมดังกล่าว กระทั่งปี 2014 จึงได้เริ่มสร้างขึ้นในที่สุด

ลักษณะทางกายภาพของโซนิคจะเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ดังเช่นในยุคแรกๆโซนิคจะตัวเตี้ยกลม หน้าตาดูเป็นเด็กๆ แต่เมื่อยูจิ อูเอคาวะ นำมาดีไซน์ใหม่สำหรับเกมโซนิคแอดเวนเจอร์ โซนิคก็ได้รูปลักษณ์ใหม่ที่ตัวสูงขึ้น ผอมลง ขนเม่นที่หลังก็ยาวขึ้นและมีตาสีเขียว สีน้ำเงินโคบัลต์ได้ถูกกำหนดให้เป็นสีของโซนิคเพื่อให้สอดคลองกับโลโก้ของเซก้าและโซนิคทีม ซึ่งยูจิ อูเอคาวะ ได้เข้ามาปรับให้ตัวละครเป็นแบบปัจจุบัน

คือ โซนิคเดอะแอดเวนเจอร์ เกมในเฟรนไชน์ ตั้งแต่นั้นก็ยังมีโซนิค อันลีช, โซนิคคัลเลอร์, โซนิคฟอร์เซส ที่เซก้าไอ้ทำออกมาและประสบความสำเร็จจนเป็นได้กับคู่แข่งที่ตามหลัง มาริโอ้ ได้อย่างไม่แปลกใจ แต่ทั้งคู่ก็คอยไปจอยกันในเกมแข่งกีฬาโอลิมปิกนะ

ทุกคนมีภาพจำโซนิคว่าเป็นเจ้าเม่นสีน้ำเงินที่มีเพื่อนคู่ใจอย่าง ไมล์ เทลส์ พราวเวอร์ สุนัขจิ้งจอกเพื่อนรัก และ นัคเคิล เดอะ อีคิดน่า เป็นคู่กัด ไหนจะชาโดว์ เดอะ เฮดจ์ฮ็อก คู่ปรับที่ปัจจุบันเป็นมิตร ขอให้หยุดความคิดนี้ไว้ก่อน เพราะฉบับภาพยนตร์เป็นการดัดแปลงจากเกมก็จริง แต่เปิดตัวเพียงแค่โซนิคเพียงตัวเดียว เพราะงั้นแล้วนี่ก็ยกเนื้อหาทั้งหมดให้เป็นของ Sonic The Hedgehog ด้วยเรื่องย่อก่อนเลยครับ

เรื่องย่อ Sonic The Hedgehog โซนิคเดอะเฮดจ์ฮ็อก

โซนิคเดอะ เฮดจ์ฮ็อก คือ สิ่งมีชีวิตคล้ายเม่น ที่สามารถม้วนตัวเป็นลูกบอลและวิ่งเร็วด้วยพลังไฟฟ้าแรงสูงได้ ใช้ชีวิตอยู่ในโลกของตัวเอง ที่อยู่ในจักรวาลสักแห่ง แต่ทว่าเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เขาหลุดมาอยู่ที่โลกมนุษย์ที่เมือง กรีนฮิลล์ เมืองเล็ก ๆ ในรัฐมอนทาน่า แต่ถึงแบบนั้นโซนิคก็รู้สึกตื่นตากับโลกใบใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อน ที่เต็มไปด้วยกิจกรรม เช่น เล่นตีปิงปองคนเดียว อ่านหนังสือ หรือเล่นคนเดียว (คนเหงาที่แท้ทรู)

ทว่า เพราะการวิ่งด้วยความเร็วกว่าเสียงโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเผลอทำให้เกิด “การระเบิดของแม่เหล็กไฟฟ้า” ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกา ไฟฟ้าดับทั้งฝั่ง รัฐบาลสหรัฐอเมริกาตื่นตระหนกมากกับเหตุการณ์นี้ จึงให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาหาต้นตอของเรื่อง โดย ด็อกเตอร์โรบอทนิกส์ รับหน้าที่ดังกล่าว จนกระทั่งเขารู้ว่า โซนิค คือ สิ่งมีชีวิตที่มีพลังไฟฟ้าแรงสูงพอที่จะครอบครองจักรวาล จึงออกตามล่าอย่างไม่ลดละ

รีวิวหนัง คะแนนดีเรื่อง SHOOTER 2007 – คนระห่ำปืนเดือด

Shooter-profile

รีวิวหนัง เรื่องนี้ต้องขอบอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยมอย่างมาก คือเรื่อง Shooter คนระห่ำปืนเดือด มีเรื่องราวเกี่ยวกับพลแม่นปืนคนนึงที่ถูกกองทัพทิ้งไว้กลางดงศัตรูจนต้องเสียคู่หูไปทำให้เขาหายสาบสูญ หลายคนคิดว่าเขาตายในหน้าที่อีกส่วนหนึ่งก็คิดว่าเขาเกษียณไปแล้ว แท้จริงแล้วเขาใช้ชีวิตแบบบ้านๆ ดูหนังออนไลน์พากย์ไทย

อยู่บนเขาไม่ยุ่งกับโลกภายนอกและเขาได้เลี้ยงหมาแสนรู้ 1 ตัว หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ติดต่อกับโลกภายนอกอีกเลย จนกระทั่งพันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน ได้เดินทางมาพบเขา หลายๆ ท่านคงอยากรู้แล้วสิว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นมารับชมรีวิวหนังเรื่อง Shooter คนระห่ำปืนเดือด กันได้เลย

รีวิวหนัง เรื่องเริ่มต้นจาก บ็อบ ลี สแวกเกอร์ ได้รับภารกิจคุ้มครองกองทัพระหว่างเดินทาง โดยมีคู่หูอย่าง ดอนนี่ ในภารกิจนี้จะเป็นภารกิจสุดท้ายของพวกเขา แต่จบไม่สวยเมื่อผู้ก่อการร้ายจำนวน 1 กองร้อย กำลังจะเข้าโจมตีขบวนกองทัพที่เขา

ได้มอบหมายให้ดูแล เขาจึงยิงกลุ่มก่อการร้ายก่อนที่กลุ่มก่อการร้ายจอดรถและยิงถล่มพวกเขา เขายังเอาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้จนกระทั่งมีเฮลิคอปเตอร์มาเขาจึงลุกขึ้นเปิดเผลอตัวและ ดอนนี่ เพื่อนซี้ของ บ็อบ ลี ก็ถูกยิงทำให้เขาทำลายเฮลิคอปเตอร์ลำนั้น ก่อนที่จะยิงใส่กลุ่มก่อการร้ายทำให้กลุ่มพวกนั้นหนีกระจายกันไปและชื่อของเขาก็ได้หายไปจากระบบ

หลังจากนั้นผ่านไป 3 ปี พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน ตามหา บ็อบลี พบว่าเขาอาศัยอยู่บนเขาจึงได้เดินทางมาคุยกับ บ็อบ ลี ว่าให้เขาวางแผนลอบสั่งหารประธานาธิบดีให้หน่อย โดยให้เหตุผลว่าจะได้ป้องกันถูกจากมือปืนตัวจริง บ็อบลี เหมือนจะไม่ร่วมด้วยแต่ พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน อ้างเรื่องรักชาติจึงได้รับภารกิจนี้

หลังจากนั้น บ็อบลี ได้ทำภารกิจเรียบร้อยจนถูก พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน จัดฉากฆ่า อาร์ชบิชอป เขากลายเป็นคนร้ายในข้ามคืนถูกตำรวจไล่ล่า เขาได้ทำร้าย นิค เมมฟิส และชิงรถของ FBI แต่เขาถูกยิงบาดเจ็บสาหัสก่อนที่จะเดินทางไปหา ซาร่าห์ เมียของดอนนี่ คู่หูที่เสียชีวิตไป เนื่องจากใบหน้าของเขาได้ออกข่าวไปทั่ว

ซาร่าห์ จึงรู้ว่าเขาหนีตำรวจมากจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซาร่าห์ เหมือนจะเชื่อก่อนที่จะโทรหาตำรวจและวางสายไป เขาได้ทำแผลให้กับ บ็อบลี ขณะที่แผลเขาหายดีแล้วจึงวางแผนเอาคืน โดยสร้างเป้าหมายใหม่อย่าง นิค เมมฟิส ขึ้นมาให้ พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน สงสัย นิค เมมฟิส จึงถูกจับตัวและรีดความจริงก่อนที่จะถูกจัดฉากยิงตัวตาย แต่ บ็อบลี เข้ามาช่วยไว้ทัน

หลังจากนั้น บ็อบลี กับ นิค เมมฟิส ได้ไปพบกับ Mr. Rate ผู้ที่เชี่ยวชาญเรื่องปืน โดยไปปรึษาเกี่ยวกับเรื่องกระสุน หลังจากเขารู้ความจริงก็ได้ฝึก นิค เมมฟิส ให้เป็นคนชี้เป้าคนใหม่ ก่อนที่ พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน จะให้ ไมเคิล แซนดอร์ ไปเป็นเหยื่อหมาป่าอย่าง บ็อบลี เขาได้บอกความลับทั้งหมดเขาได้อัดเสียงไว้เป็นหลักฐานก่อนที่ ไมเคิล แซนดอร์ จะยิงตัวตายและนักฆ่ามือดีของ พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน ก็ได้ล้อมเขาไว้ แต่ก็ถูกสังหารจนหมด

จากนั้นเขาได้ให้ นิค เมมฟิส โทรไปหา FBI นัดสถานที่มอบตัวก่อนที่จะโทรหา พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน เพื่อนัดแลกเปลี่ยนกันเพราะเขาได้จับตัว ซาร่าห์ ไป โดยการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ บ็อบลี ต้องการให้พา วุฒิสมาชิกชาร์ลส์ เอฟ มีชั่ม มาด้วย ในการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ พันเอกไอแซ็ค จอห์นสัน ก็ได้วางแผนที่จะฆ่า บ็อบลี แต่ทำไม่สำเร็จเขาได้ให้ นิค เมมฟิส ปลอมตัวเป็นเขาโดยมีแผ่นเหล็กเป็นเกาะป้องกันกระสุนก่อนที่

นิค เมมฟิส จะถูกสไนเปอร์ยิงและเขาก็ได้สังหารมือปืนทั้งหมดก่อนที่จะปรากฏตัว หลังจากนั้นไม่นาน FBI ก็ได้มาถึงและจับตัวพวกเขาไป บ็อบ ลี สแวกเกอร์ ได้แก้ตัวในชั้นศาลครั้งแรกเขาก็ได้พิสูจน์ว่าปืนของเขาที่ถูกจัดฉากก่อเหตุฆ่า อาร์ชบิชอป นั้นไม่สามารถยิงออกได้เพราะเขาได้ดัดแปลงปืนตัวเองทุกครั้ง บ็อบ ลี สแวกเกอร์

So he was acquitted and he showed evidence of Colonel Isaac Johnson’s killing of the village to the Justice Minister. But I couldn’t do anything because it was in the outskirts. Shortly thereafter, he plotted and killed Colonel Isaac Johnson and Senator Charles F. Mecham at a villa before blowing up the house to destroy evidence and the movie was over.

For people who love movies about guns, Shooter, gunslinger, boiling. It is considered very suitable and is another movie that no matter how many times you watch it, you will not get bored. So we don’t want you to miss out on good movies. Even though it’s an old movie since 2007, but believe us that it’s as fun as the current movie for sure.

PBFilm gave this movie a 9/10 rating.

Avengers: Endgame (2019) บทอวสานที่น่าจดจำของมหากาพย์ป๊อปคอร์น

Avengers: Endgame นี่คือตอนจบหรือบทสรุปของอภิมหาตำนานปกป้องจักรวาลและโลกของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ (นับจำนวนไม่ถ้วน) ที่คนทำหนังอุตส่าห์ปลุกปั้นและฟูมฟักมายาวนาน สิริแล้วกินเวลา 11 ปี
หนังค่อยๆ โน้มน้าวชักจูงให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงเลือดเนื้อ ตลอดจนความมีชีวิตของตัวละคร นั่นรวมถึงภาวะ PTSD หรือหดหู่ซึมเศร้าของบางคนหลังจากผ่านโศกนาฏกรรม และมันช่วยให้หนังมีทั้งมิติ ตลอดจนความหลากหลายมากขึ้น

มองในแง่มุมหนึ่ง ธานอสก็ไม่แตกต่างจาก พอล พต ผู้นำเขมรแดงที่อยู่เบื้องหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และจัดระบบระเบียบสังคมด้วยวิธีการแบบขวานผ่าซากและเถรตรง ทว่าส่วนที่ชวนให้ครุ่นคิดจริงๆ ก็คือ ทั้งหลายทั้งปวงในพฤติการณ์ของธานอสตั้งอยู่บนความปรารถนาดี

เอาเป็นว่า ไม่ว่าใครจะนับว่ามากหรือน้อยแค่ไหน ถือเป็นการสปอยล์หนังหรือเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่องหรือไม่และอย่างไร

ชื่อหนัง Avengers: Endgame ผลงานกำกับของสองพี่น้องรุสโซก็บอกตัวมันเองอย่างโทนโท่ว่า นี่คือตอนจบหรือบทสรุปของอภิมหาตำนานปกป้องจักรวาลและโลกของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ (นับจำนวนไม่ถ้วน) ที่คนทำหนังอุตส่าห์ปลุกปั้นและฟูมฟักมายาวนาน สิริแล้วกินเวลา 11 ปี ประกอบไปด้วยหนังในเครือข่ายจักรวาลมาร์เวลทั้งสิ้น 22 เรื่อง

​และก็อย่างที่รู้กันว่า Avengers: Endgame เป็นตอนต่อโดยตรงจาก Avengers: Infinity War (2018) สิ่งที่อนุมานได้ไม่ยากก็คือ

ภารกิจสำคัญของหนังเรื่อง AvengersEndgame ย่อมหนีไม่พ้นการสานต่อเนื้อหาของตอนก่อนหน้าที่จบลงอย่างชนิดที่แทบไม่หลงเหลือความหวังใดๆ ให้กับผู้ชม

บรรยายสรุปอย่างย่นย่อ เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ทั้งทีมอเวนเจอร์สและทีมกัปตันอเมริกา (ซึ่งบาดหมางในเชิงอุดมการณ์ในตอน Captain America: Civil War)

ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้อย่างหมดรูป หัวหน้าทีมอย่าง โทนี สตาร์ก กำลังเผชิญวาระสุดท้ายของตัวเองนอกโลก แม่ทัพนายกองหลายคนต้องกลายสภาพเป็นเถ้าธุลี

เนื่องจากพลังจากการ ‘ดีดนิ้ว’ ของ ธานอส จอมวายร้ายเจ้าของถุงมือมหาประลัย ซึ่งประดับประดาไว้ด้วยอัญมณีครองพิภพทั้ง 6 ก้อน หรือหากจะพูดให้ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงแค่เหล่าซูเปอร์ฮีโร่ราวๆ ครึ่งค่อนที่มอดม้วยมรณา

แต่ครึ่งหนึ่งของสรรพชีวิตในระบบกาแล็กซีก็ต้องพลอยล้มหายตายจากไปด้วย จากแนวนโยบายอันเลือดเย็นและโหดเหี้ยมของจอมเผด็จการธานอส ผู้ซึ่งมองว่านั่นเป็นหนทางเดียวที่จะพิทักษ์รักษาให้จักรวาลกลับคืนสู่ความสมดุลและอยู่รอด

พูดง่ายๆ ในแง่ของการเล่าเรื่อง AvengersEndgame ไม่มีทางเลือกมากนัก นอกจากเก็บชิ้นส่วนที่หักพังและแตกร้าวจากภาคก่อนหน้า และค่อยๆ นำมาประสานให้เข้ารูปเข้ารอย และในขณะที่การเริ่มต้นเอ่ยถึงเนื้อหาของหนัง

เรื่อง AvengersEndgame สุ่มเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาว่าเฉลยปมหรือจุดหักเหสำคัญของเรื่อง ว่ากันตามจริง แท็กติกและวิธีการที่คนทำหนังพาเหล่าตัวละครออกไปจากมุมอับในช่วงท้ายของตอนก่อนหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นของตอนนี้ นอกจากไม่ได้เป็นของแปลกใหม่ ยังเป็นลูกเล่นเดียวกันกับหนังเกรดบีแนว Cliffhanger ในช่วงทศวรรษ 1950 ไม่มีผิดเพี้ยน

หรือระบุให้แจ้งชัดอีกนิด จุดเริ่มต้นเนื้อหาของ AvengersEndgame ไม่ได้มีสถานะเป็นความลับเท่ากับเซอร์ไพรส์ ซึ่งว่าไปแล้วผู้สร้างก็ทิ้งเงื่อนงำเอาไว้ใน End Credit ของตอนที่แล้วพอสมควร และน่าเชื่อว่าไม่ได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมายสำหรับเหล่าสาวกมาร์เวลสักเท่าไร แต่ว่ากันตามจริง

คนทำหนังต้องทำอะไรสักอย่างอยู่แล้วเพื่อให้เรื่องดำเนินไปต่อได้ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่ามันดูแนบเนียนและสมเหตุสมผล หรือว่าเป็นเพียงแค่การหักหลังคนดูอย่างหน้าไม่อาย ซึ่งในกรณีของ AvengersEndgame ก็คงต้องบอกว่าคนทำหนังสามารถเอาตัวรอดไปได้อย่างลอยนวล

อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนพูดถึงกันมากก็คือ ความยาวของหนังที่กินเวลาฉาย 3 ชั่วโมงกับอีก 1 นาที ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่ได้เนิ่นนานเป็นพิเศษสักเท่าใด แต่ที่น่าทึ่งและกล่าวได้ว่า เป็นอะไรที่เหมือนกับไม่เคยปรากฏอย่างเป็นกิจจะลักษณะมาก่อนก็คือ

หนังไม่ได้หมกมุ่นอยู่กับการเดินเรื่องที่เต็มไปด้วยรายละเอียดยุ่บยั่บ ตลอดจนให้น้ำหนักกับฉากต่อสู้อย่างบ้าคลั่งและวินาศสันตะโรเพียงลำพัง ซึ่งพูดอย่างแฟร์ๆ มันก็เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ตามประสาหนังที่เต็มไปด้วยตัวละครเป็นสิบๆ ทว่าจังหวะจะโคนในการถ่ายทอด โดยเฉพาะราวๆ ชั่วโมงแรกดำเนินไปอย่างไม่รีบเร่ง และลงทุนกับเวลาที่ผ่านพ้นไปในแง่ที่ค่อยๆ

โน้มน้าวชักจูงให้ผู้ชมได้สัมผัสถึงเลือดเนื้อ ตลอดจนความมีชีวิตของตัวละคร นั่นรวมถึงภาวะ PTSD หรือหดหู่ซึมเศร้าของบางคนหลังจากผ่านโศกนาฏกรรม และมันช่วยให้หนังมีทั้งมิติ ตลอดจนความหลากหลายมากขึ้น เมื่อเทียบกับตอนอื่นๆ

ที่ไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เราได้เห็นด้านเหล่านี้ของตัวละคร อีกทั้งเมื่อถึงเวลาต้องเก็บเกี่ยวดอกผลทางอารมณ์ในช่วงราวๆ ครึ่งชั่วโมงท้าย มันก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่การบิลด์หรือการกระตุ้นเร้าอย่างซึ่งๆ หน้า และผู้ชมรู้สึกว่านี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเรากับตัวละครที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกัน และเป็นห้วงเวลาแห่งความรู้สึกอาลัยอาวรณ์

​แต่จริงๆ แล้วไม่จำเพาะส่วนของดรามาติกของหนังที่ได้รับการขยับขยายอย่างเป็นรูปธรรม ความฉลาดของหนังเรื่อง Avengers: Endgame โดยเฉพาะในแง่ของการวางกรอบการเล่า ยังชักชวนผู้ชมและรวมถึงเหล่าสาวกผู้จงรักภักดี

ได้ย้อนอดีตและหวนกลับไปรำลึกความหลังด้วยกัน และในขณะที่ผู้ชมที่โคจรอยู่นอกระบบสุริยะจักรวาลของมาร์เวลอาจจะต่อไม่ติดและเข้าไม่ถึง หรือแม้กระทั่งรู้สึกว่ามันกินเวลาของหนังเยอะเกินไป การรื้อฟื้นช่วงเวลาสำคัญต่างๆ ของตอนที่อยู่ก่อนหน้า ซึ่งหลายๆ

ฉากผ่านการรับรู้ของเรามาแล้ว ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้พบหน้าค่าตาบรรดาตัวละครที่ในห้วงเวลาปกติ เราคงจะไม่ได้เห็นการมารวมตัวอย่างคับคั่งขนาดนี้ (ส่วนตัวแล้วมีอยู่ 2 คนเป็นอย่างน้อยที่นึกไม่ถึงว่าจะได้เห็นในหนังเรื่อง Avengers:Endgame

คนหนึ่งก็คือ เรเน่ รุสโซ ผู้ซึ่งแฟนๆ คงพอจำได้ว่าเธอคือแม่ผู้ล่วงลับของธอร์ อีกคนได้แก่ โรเบิร์ต เรดฟอร์ด เจ้าหน้าที่ระดับสูงของหน่วยชิลด์ และโดยปริยาย รายชื่อของนักแสดงที่เกี่ยวข้องกับมหากาพย์อันยืดยาวนี้ครอบคลุมตั้งแต่รุ่นลายครามจนถึงรุ่นที่เกิดก่อนมิลเลนเนียมไม่นาน) ลูกเล่นดังกล่าวยังเป็นเสมือนการตอกย้ำถึงความเป็นตำนานที่ย้อนกลับไปยาวไกล หรือหากจะขยายความต่ออีกนิด โมเมนต์ต่างๆ เหล่านี้มีส่วนเพิ่มเติมปมขัดแย้งให้กับตัวละครในการเลือกระหว่างภารกิจเพื่อส่วนรวมหรือส่วนตัว ดูหนังออนไลน์ฟรี

​ไม่ว่าจะอย่างไร มีตัวละครหนึ่งที่น่าเอ่ยถึงเป็นพิเศษ นั่นคือ ธานอส (จอช โบรลิน) บทบาทของตัวละครนี้ใน Avengers: Endgame ไม่ได้มากมายนักเมื่อเทียบกับ Avengers: Infinity War ซึ่งเจ้าตัวมีสถานะเป็นเหมือนตัวชูโรง

กระนั้นก็ตาม รังสีอำมหิตของเขาก็ยังคงแผ่ซ่านปกคลุม และความโดดเด่นอย่างที่สุดของตัวละครนี้ไม่ใช่ความกราดเกรี้ยวดุดันตามประสาตัวร้ายของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ตรงกันข้าม บุคลิกของธานอสดูเป็นคนเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ซึ่งน่าเชื่อว่าเป็นผลพวงจากการต้องพบเจอกับความสูญเสียก่อนหน้า และความมุ่งมาดปรารถนาของเขาก็เป็นดังที่เอ่ยถึงข้างต้น ลดจำนวนประชากรลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้จักรภพดำรงอยู่ต่อไป

มองในแง่มุมหนึ่ง ธานอสก็ไม่แตกต่างจาก พอล พต ผู้นำเขมรแดงที่อยู่เบื้องหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และจัดระบบระเบียบสังคมด้วยวิธีการแบบขวานผ่าซากและเถรตรง ทว่าส่วนที่ชวนให้ครุ่นคิดจริงๆ ก็คือ ทั้งหลายทั้งปวงในพฤติการณ์ของธานอสตั้งอยู่บนความปรารถนาดี และการดีดนิ้วของเขาที่นำพาให้สรรพสิ่งปลิดปลิวกลายเป็นผุยผง

ถือเป็นการสงเคราะห์ให้สิ่งมีชีวิตตาดำๆ เหล่านั้นหลุดพ้นจากความทุกข์ร้อน ไม่ใช่ความอาฆาตมาดร้าย อีกทั้งในตอนที่ผู้ชมได้พบกับธานอสอีกครั้ง เขาก็ไม่ได้เผด็จอำนาจเอาไว้ในมือ (ทั้งๆ ที่เขาก็มีกองกำลังของตัวเอง) และดำเนินชีวิตอย่างสมถะและเรียบง่าย เราถึงกับได้เห็นเขาเก็บเกี่ยวพืชผลที่ตัวเองปลูกข้างๆ กระท่อมมาปรุงอาหาร

แน่นอนว่าวิธีการของธานอสเป็นเรื่องที่เห็นด้วยไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้กรอบคิดแบบมนุษยนิยม ซึ่งเป็นเหมือนอุดมการณ์ทางการเมืองของหนังทั้งซีรีส์ แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจปฏิเสธมุมมองของธานอสในแง่ที่ว่า หากไม่มีใครทำอะไรสักอย่าง จำนวนประชากรที่ล้นจักรวาลก็จะนำไปสู่การแย่งชิงและสวาปามทรัพยากรซึ่งมีอยู่จำกัด และเมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถึงกัลปาวสานอยู่ดี

โดยที่ไม่ต้องดีดนิ้วให้เสียแรง จนกระทั่งถึงตรงนี้

ผู้ชมก็คงสังหรณ์ได้แล้วว่าประเด็นปัญหาในหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่ถูกเสกสรรค์ปั้นแต่ง และมันอิงแอบอยู่กับโลกความเป็นจริง และในขณะที่เป็นเรื่องที่ประมวลได้ไม่ยากว่าถึงที่สุดแล้ว ชะตากรรมของธานอสจะเป็นเช่นใด ทว่าปัญหาประชากรล้นจักรวาลก็ยังคงเป็นเรื่องที่ถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างค้างคาทั้งในโลกของซูเปอร์ฮีโร่และโลกของความเป็นจริง

ดังที่กล่าว ธานอสไม่ใช่ตัวเดินเรื่องหลักในหนังเรื่อง Avengers: Endgame และถ้าหากจะมีใครสามารถอ้างความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของหนังเรื่องนี้อย่างเต็มภาคภูมิ ก็คงหนีไม่พ้น โทนี สตาร์ก (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) ซึ่งว่าไปแล้วเป็นเรื่องที่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เมื่อคำนึงว่าขบวนการซูเปอร์ฮีโร่ที่งอกงามและเบ่งบานจนถึงตรงนี้มีหนังเรื่อง Iron Man เป็นเสมือนจุดเริ่มต้น และ โทนี สตาร์ก

ก็น่าจะเป็นตัวละครที่ผู้ชมผูกพันมากกว่าเพื่อน ทั้งในสถานะของการเป็นตัวละครหลักของเรื่อง ตลอดจนบุคลิกที่ช่างฉูดฉาดบาดตา โดยเฉพาะในความเป็นคนยียวนกวนประสาท หลายครั้งหลายครายึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งทั้งปวง และคนดูมองเห็นทั้งความดื้อรั้นและดันทุรัง แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครตั้งคำถามถึงความปรารถนาดีของตัวละคร แต่บางทีอะไรก็อาจจะไม่สำคัญเท่ากับการแสดงอย่างเข้าถึงบทบาทของ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ ที่ทำให้ในท้ายที่สุดแล้วคนดูแทบจะไม่สามารถแยกแยะตัวละครออกจากนักแสดง

​พิจารณาจากสถานะของการเป็นตอนสุดท้ายของแฟรนไชส์ ซึ่งถูกเรียกร้องให้ต้องทำหลายอย่างพร้อมๆ กัน ตั้งแต่การหาทางออกให้กับปมปัญหาของเรื่อง การกระจายบทให้ตัวละครซึ่งมีจำนวนมากได้มีเวลาและพื้นที่ของตัวเอง

ไปจนถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รำ่ลาบรรดาตัวละครที่อุตส่าห์คลุกคลีมาร่วมสิบปี แถมด้วยในระหว่างนี้ คนทำหนังก็ยังต้องคอยหยอดมุกตลกสลับกับการสอดแทรกแง่มุมดราม่าเข้ามาเพื่อให้หนังมีจังหวะจะโคนขึ้นลงที่น่าติดตาม และนั่นยังไม่ต้องเอ่ยถึงฉากแอ็กชันที่เป็นหัวใจสำคัญของหนังมาตั้งแต่ต้น โดยปริยาย Avengers: Endgame เป็นหนังที่หลีกเลี่ยงภาวะอุ้ยอ้ายและเทอะทะได้ลำบากยากเย็น

ส่วนที่น่าทึ่งก็คือ หนังสามารถจัดการกับเงื่อนไขและข้อเรียกร้องต่างๆ ที่พ่วงมาจากตอนก่อนหน้าได้อย่างเข้มข้น รัดกุม แนบเนียน แยบยล (หรือรายละเอียดที่รุ่มร่ามนิดๆ หน่อยๆ ก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้)

และก้าวเดินไปข้างหน้าได้อย่างเป็นตัวของตัวเองและอันหนึ่งอันเดียวกัน ระยะเวลา 3 ชั่วโมงกับ 1 นาทีของหนังผ่านพ้นไปราวกับติดปีกโบยบิน เหนืออื่นใด นี่เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่สามารถใช้คำว่าซาบซึ้งตื้นตัน และน่าเชื่อว่าคนดูจำนวนไม่น้อยน่าจะเดินออกจากโรงหนังด้วยความรู้สึกห่วงหาอาทร

Avengers: Endgame (2019)

กำกับ: แอนโทนี รุสโซ, โจ รุสโซ่

ผู้แสดง: โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์, คริส เฮมส์เวิร์ธ, มาร์ก รัฟฟาโล, สการ์เล็ตต์ โจแฮนส์สัน ฯลฯ

รีวิว The White Tiger เพราะชั่วชีวิตนี้ไม่มีที่ยืนให้ “คนจน”

รีวิว The White Tiger เพราะชั่วชีวิตนี้ไม่มีที่ยืนให้ "คนจน"

“คนจน” พลราม (อาดาร์ช กอราฟ) คนขับรถสุดทะเยอทะยาน ที่ทำงานให้สองสามีภรรยาเศรษฐีชาวอินเดีย (ปริยังกา โจปรา โจนัส และ ราจคุมมาร์ ราว) ใช้สติปัญญาและเล่ห์เหลี่ยมปลดเปลื้องตัวเองจากความยากจน และผันตัวไปเป็นนักลงทุน

เน็ตฟลิกซ์ได้คอนเทนต์เพชรเม็ดงามมาฉายอีกครั้ง กับหนังอินเดียที่ดัดแปลงจากหนังสือขายดีของ อาร์วินด์ อดิกา เรื่อง พยัคฆ์ขาวรำพัน (The White Tiger) โดยได้การกำกับและเขียนบทของ รามิน บาห์รานิ เจ้าของผลงานอย่าง Fahrenheit 451 (2018) ที่เคยเข้าชิงรางวัลเอมมี่ไพรม์ไทม์สาขาหนังทีวียอดเยี่ยมมาแล้ว ดูหนังออนไลน์ฟรี

และนี่ก็เป็นการมาร่วมงานกับเน็ตฟลิกซ์โดยมีโพรดิวเซอร์มือรางวัลอย่าง เอวา ดูเวอร์เนย์ ที่เคยกำกับผลงานชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมมาแล้วกับ Selma (2014) มาช่วยอำนวยการสร้างให้ด้วย แต่เหนือกว่ารายชื่อทีมงานที่น่าสนใจแล้ว ก็คือ หนังเล่าเรื่องสนุกมาก

เรื่องราวของเด็กฉลาดเฉลียว ชนิดที่เรียกว่า 1 ใน 1,000 ซึ่งไม่ต่างจากโอกาสเกิดของเสือขาว เขาเกิดมาในวรรณะต่ำจากย่านชนบทขาดความเจริญ ถูกให้ออกจากโรงเรียนทั้งที่จะได้ทุนไปเรียนต่อเพราะฐานะทางบ้านยากจน “คนจน”

มีเจ้าของที่ดินมาเฟียคอยขูดรีดทุกรูปีของคนในหมู่บ้าน แล้วเงินเล็กน้อยที่เหลือรอดมายังบ้านของพลรามก็ยังถูกธรรมเนียมเรื่องย่าเป็นใหญ่คอยขูดรีดจากสมาชิกในบ้านไปอีก เมื่อไม่มีเงิน ย่าก็ขูดรีดโอกาสของพวกลูกหลานในบ้านแทน เฉกเช่นที่พลรามอดเรียนต้องมาใช้แรงงาน และพี่ชายที่เมื่ออายุถึงก็ถูกบังคับแต่งงานเพื่อเอาสินสอดจากบ้านผู้หญิง

การพยายามไต่เต้าเอาชนะโชคชะตาทุกวิถีทางของพลราม (จนบางทีการกระทำเขาก็ดูเทา ๆ) จึงเป็นการต่อสู้กับอุปสรรคของสังคมอินเดีย ทั้งเรื่องวรรณะ ความเชื่อ จารีต และที่สำคัญที่สุดคือความเป็นทาสที่ฝังลึกอยู่ในกมลสันดานของคนจน

เช่นเดียวกับที่พลรามเปรียบเปรยว่าหลายครั้งที่คมคาย ทั้งคำพูดที่ว่า อย่าเป็นคนจนในระบบประชาธิปไตย, อินเดียมีแค่ 2 วรรณะคือคนจนกับคนรวย และ คนจนอินเดียเป็นไก่ในกรง ที่ไม่คิดแหกกรงหนี และมีความเป็นทาสที่ยินดีรับใช้นายในทุกโอกาส

พลรามเหมือนระเบิดแสนซื่อที่ยังไร้ดินปืน

จนกระทั่งเขาถูกกระทำระยำตำบอนจากคนที่เขาให้ใจที่สุดทั้งเจ้านายหัวฝรั่งผู้เมตตา และครอบครัวที่ผูกพันทางสายเลือด นั่นทำให้เขาพูดว่า ตนเองตรัสรู้ หรือรู้แจ้งเห็นชัดแล้วว่า

คนจนจะเปลี่ยนวรรณะเป็นคนรวยได้ก็มีเพียง 2 เส้นทาง ไม่อาชญากรรม ก็การเมือง ซึ่งเราจะได้เป็นประจักษ์พยานการเติมดินปืนใส่หัวพลราม ที่สุดท้ายจะกลายเป็นเจ้าพ่อซิลิกอนวัลเลย์แห่งอินเดีย ตามที่ตัวตนเขาในอนาคตได้บอกผู้ชมมาตั้งแต่ต้นเรื่อง

In fact, the atmosphere of the storyline and productions are reminiscent of Danny Boyle’s Oscar-winning Slumdog Millionaire (2008). And it’s enough to disappear into the red, not quite at all. But the atmosphere is like a slum dog. only half the first story By cutting out the romantic fantasies. All that’s left is wickedness and frantic sarcasm.

Before it becomes a real cumming of the age in the second half, we see the emergence of a white tiger ruthless enough to handle the world on an equal footing. Even famous stars such as Priyanka, Chopra, Jonas, who appeared in many Hollywood movies, will play in this

But let me tell you that no one was born more than Adarsh Goraf, a round-faced hero who is remembered as both a poop and a sly, but can’t be hated. Reminds me of a time when Dev Patel had done Go Inter earlier. A movie might give an interesting insight into the characters we are in this society or not. And the movie inspired the satisfaction of the conclusion quite a bit.

The movie leaves a great sentence that we have been thinking all the time while watching when Pharam turns to ask people if Does your country have anything like this? almost shaking his head like an Indian (meaning yes) put the screen at once